คลังเก็บหมวดหมู่: สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (Amphibian)

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมีectothermic , tetrapod สัตว์มีกระดูกสันหลังของระดับ Amphibia สัตว์ครึ่งบกครึ่งชีวิตทั้งหมดอยู่ในกลุ่มลิสแซมฟิเบีย

พวกเขาอาศัยอยู่ในความหลากหลายของแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีสายพันธุ์มากที่สุดอาศัยอยู่ภายในบก , fossorial , ต้นไม้หรือน้ำจืดระบบนิเวศทางน้ำ ดังนั้น สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมักจะเริ่มต้นจากการเป็นตัวอ่อนที่อาศัยอยู่ในน้ำ แต่บางชนิดได้พัฒนาการปรับตัวทางพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้

หนุ่มทั่วไปได้รับการเปลี่ยนแปลงจากตัวอ่อนที่มีเหงือกจะเป็นรูปแบบอากาศหายใจผู้ใหญ่ที่มีปอด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกใช้ผิวหนังของพวกมันเป็นพื้นผิวทางเดินหายใจรอง

และซาลาแมนเดอร์และกบขนาดเล็กบางตัวไม่มีปอดและต้องอาศัยผิวหนังของพวกมันทั้งหมด พวกมันมีลักษณะผิวเผินคล้ายกับกิ้งก่าแต่พร้อมกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก

 

สัตว์เลื้อยคลานเป็นสัตว์น้ำคร่ำและไม่ต้องการแหล่งน้ำในการผสมพันธุ์ ที่มีความต้องการที่ซับซ้อนของระบบสืบพันธุ์ของพวกเขาและหนังซึมเข้าไปได้ครึ่งบกครึ่งน้ำมักจะมีตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยา  ในช่วงไม่กี่ทศวรรษมานี้จำนวนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกลดลงอย่างมากในหลายสายพันธุ์ทั่วโลก

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชนิดแรกสุดมีวิวัฒนาการในช่วงดีโวเนียนจากปลาซาร์คอปเทอรีเจียนที่มีปอดและครีบที่มีกระดูกเป็นกระดูก ซึ่งมีประโยชน์ในการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่แห้ง

พวกมันมีความหลากหลายและโดดเด่นในช่วงยุค CarboniferousและPermianแต่ต่อมาถูกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ อพยพเข้ามาแทนที่ เมื่อเวลาผ่านไป สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจะลดขนาดลงและความหลากหลายลดลง เหลือเพียงซับคลาส Lissamphibia ที่ทันสมัยเท่านั้นสามคำสั่งที่ทันสมัยของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำคือAnura (กบและคางคก), Urodela (พวกซาลาแมนเดอร์) และApoda (caecilians) จำนวนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่รู้จักมีประมาณ 8,000 ชนิด ซึ่งเกือบ 90% เป็นกบ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เล็กที่สุดในโลก (และสัตว์มีกระดูกสันหลัง) คือกบจากนิวกินี ( Paedophryne amauensis ) ที่มีความยาวเพียง 7.7 มม. (0.30 นิ้ว) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดคือ 1.8 เมตร (5 ฟุต 11)

ภาคใต้ของจีนซาลาแมนเดยักษ์ ( Andrias sligoi ) แต่นี่คือแคระโดยสูญพันธุ์ 9 เมตร (30 ฟุต) Prionosuchus จากกลาง Permianบราซิล การศึกษาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเรียกว่าbatrachologyในขณะที่การศึกษาของทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เรียกว่าวิทยาสัตว์เลื้อยคลาน

แอกโซลอเติล

   แอกโซลอเติล เป็นสัตว์ที่หน้าตาแปลกประหลาด และมันถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในทะเลสาบในประเทศเม็กซิโกนั่นเองค่ะ มันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอีกด้วยนะคะ

            แอกโซลอเติล (Axolotl)

แอกโซลอเติล

หน้าตาของมันจะคล้ายๆกับซาลาแมนเดอร์จึงทำให้คนส่วยใหญ่จำสับสนนั่นเองค่ะ ซึ่งพวกมันจะอยู่แพร่หลายกันในทวีปอเมริกาเหนือเป็นส่วนมาก ในปีล่าสุด 2020 มันยังจัดว่าเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อีกด้วยนะคะเพราะจำนวนของมันลดลงแบบเร็วมากๆ

ซึ่งมันลดลงเร็วมากกว่า50-1000 ตัวต่อปีเลยล่ะค่ะ เพราะมันถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการวิจัยและการทดลองเนื่องจากมันมีความสามารถพิเศษอีก 1 อย่างค่ะ นั่นก็คือ การงอกแขนขาออกมาใหม่นั่นเองค่ะเพื่อนๆนอกจากนี้มันยังถูกทำไปประกอบอาหารในประเทศเม็กซิโกอีกด้วยค่ะ

มันมีอายุประมาณ 18-24 เดือนค่ะ มีความยาวของลำตัวประมาณ 15-45ซม.มันจะใช้คีบและหางของมันในการช่วยระบายอากาศค่ะ หัวของมันก็จะกว้างๆหน่อยนะคะ มีดวงตาที่กลมโตบ้องแบ๊วเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ยังมีพวกก้านเหงือกเพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนก๊าซอีกด้วยนะคะ

ถื่นอาศัยของมันส่วนมากก็จะพบเจอได้ตามทะเลสาบที่เป็นน้ำจืดค่ะซึ่งอุณหภูมิต้องไม่สูงกว่า 20 องศานะคะ มันเป็นสัตว์กินเนื้อขนาดเล็กค่ะ ของโปรดของมันก็คือพวกหอย หนอนและพวกแมลงนั่นเองค่ะเพื่อนๆ ส่วนมาตัวเล็กก็อาจจะมีบ้างถ้ามันกินทันนะคะ

แอกโซลอเติล

พวกมันยังคงถูกใช้ในการวิจัยอยู่เรื่อยๆและนำไปเป็นหุ่นจำลองอยู่บ่อยครั้งค่ะ และยังมีพวกมันอีกจำนวนมากที่ถูกเพาะพันธุ์อยู่ในกรง เพราะพวกมันจะผสมกันง่ายถ้เราเทียบกับพวกซาลาเมนเดอร์สายพันธุ์อื่นๆนั่นล่ะค่ะ

มองแบบนี้พวกมันจะดูเป็นสัตว์ตัวนุ่มนิ่มใช่มั้ยล่ะคะ แต่จริงๆแล้วมันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังนะคะ แต่เวลาที่แขนหรือขาและหวงของมันขาดมันสามารถงอกออกมาได้เหมือนกับจิ้งจกเลยล่ะค่ะแต่ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันนะคะกว่าจะงอกออกมาเหมือนเดิม

ในปัจจุบันมันถูกเอามาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงแบบแปลกๆเพราะว่ามันจะดังในหมู่คนรักสัตว์แปลกๆมากๆเลยนะคะแถมยังมีราคาสูงอีกด้วยค่ะ แต่หากคิดจะเลี้ยงพวกมันก็ต้องศึกษาหาข้อมูลดีๆนะคะเพราะมันก็คงไม่ได้เลี้ยงง่ายเหมือนหมาแมวๆแน่ๆลองศึกษาก่อนที่จะนำมาเลี้ยงจะดีกว่าค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Labradoodle

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

คางคกอเมริกัน

    เจ้าคางคกสายพันธุ์นี้สามารถพบเจอได้ทั่วไปนั่นเองค่ะ มันมีชื่อว่า คางคกอเมริกัน ส่วนมากแล้วจะพบทั่วไปแถวปคนนาดานั่นเองค่ะ เรามาดูกันค่ะว่าในมีรูปร่างอย่างไร

            คางคกอเมริกัน (American Toad)

คางคกอเมริกัน

 มันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทก็คือ ทางอเมริกันตะวันตกและอเมริกันตะวันออกนั่นเองค่ะแต่แบบแฮนด์สันเบย์เป็นประเภทที่หายากมากกว่าเท่านั้นเอง พวกมันจะใช้เวลาในการวางไข่ 2-14วันและจะฟังออกมานั่นเองค่ะ เมื่อลูกอ้อดฟักออกมาแล้ว จะออกมามีลักษณะเรียวยาว

และจะเต็มวัยในอีก 50-65 วันนั่นเองค่ะ ซึ่งก่อนที่พวกมันจะโตเต็มวัยนั้นเจ้าพวกลูกอ้อดตัวเล็กก็จะว่ายน้ำและพากันไปอยู่แถวแอ่งน้ำในที่สูงใกล้กับทิวเขาไปกันเป็นฝูงเลยค่ะเพื่อนๆ

นอกจากพวกมันจะกินแมลงเป็นอาหารแล้วมันยังกินพวกมด แมงมุมและพวกหนอนอีกด้วยนะคะและเจ้าลูกอ้อดตัวเล็กมักจะชอบกินสาหร่ายคลอโรโกลเนียมเป็นพิเศษและเคยมีการวิจัยออกมาด้วยนะคะว่ามันกินสาหร่ายอันนี้จะเจริฃญเติบโตได้ดีที่สุดนั่นเองล่ะค่ะ

เจ้าคางคกสายพันธุ์นี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากค่ะ จะมีขนาดประมาณกลางๆเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 9 ซม. ลวดลายของมันก็ค่อนข้างที่จะหลากหลายค่ะโดยเฉพาะเจ้าตัวเมียที่จะมีสีสันท่สวยงามกว่าตัวผู้นั่นเองค่ะ

เพราะผิวของมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จามแหล่งที่มันอยู่และอากาศหรือจะเป็นพวกความเครียดของมันตอนนั้นนั่นเองค่ะ สีของมันก็จะมีตั้งแต่สีดำไปจนถึงลายจุดและมีสีเหลืองอีกด้วยนะคะ

 ผิวหนังของพวกมันก็ไม่ใช่ว่าจะมีไว้เพื่อสวยงามอย่างเดียวนะคะ แต่มันยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกค่ะเช่น พลางตัวจากอันตรายได้ด้วยนั่นเองค่ะ

คางคกอเมริกัน

พวกมันมักจะชอบจำศีลกันในฟดูหนาวเหมือนกับพวกกบหรือคางคกทั่วไปนั่นแหละค่ะ ยังคางคกอีกหลายสายพันธุ์ที่คนส่วนใหญ่เพราะจะจำสับสนกับพวกมันนะคะ เพราะว่ามันมีหน้าตาและลักษณะคล้ายกันมากๆนั่นเองค่ะบางทีแทบแยกไม่ออกเลยนะคะ

อย่างเช่นคางคกฟาวเลอร์แต่มันจะแตกต่างกันตรงที่มันจะมีจุดมากกว่านั่นเองค่ะ แต่มองไกลก็คล้ายๆกันเลยแหละค่ะแทบแยกไม่ออกเลยแต่วิธีการดูความแตกต่างเลยนั่นก็คือ ท้องของพวกมันจะไม่ด่างนั่นเองค่ะนอกจากนี้มันจะไม่กระโดดเร็วเท่าเจ้าฟาวเลอร์

แต่อย่างน้อยพวกมันคางคกแต่พวกมันก็มีพิษนะคะแต่ถ้าเทียบพิษของมันกับสัตว์มีพิษชนิดอื่นๆพิษมันก็จะดูเบาไปเลยค่ะ พิษของมันอาจจะออกฤทธิ์ทำให้ผู้ที่ล่ามันไปไม่ค่อยมีความสุขกับการกินมันเท่านั้นแหละค่ะ นอกจากนี้พิษของมันก็เป็นอันตรายต่อสัตว์เล็กๆนะคะ

เพราะถ้าเป็นสัตว์เล็กๆโดนพิษของมันในปริมาณมากๆก็อาจทำให้อันตรายต่อชีวิตได้ค่ะ ส่วนถ้าคนโดนนั้นก็อาจจะมีอันตรายบ้างนิดหน่อยค่ะเอาน้ำเปล่าล้างออกก็เพียงพอแล้วค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก American Pit Bull Terrier

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เต่ายักษ์อัลดาบร้า

            เจ้าเต่าชนิดนี้เป็นเต่าที่ขึ้นชื่อว่ามันใหญ่ที่สุดในโลกเลยค่ะมันมีชื่อว่า เต่ายักษ์อัลดาบร้า ส่วนใหญ่แล้วเรามักพบพวกมันอยู่ตามเกาะตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียนั่นเองค่ะ เรามาดูกันค่ะว่ามันจะใหญ่ซักแค่ไหนกันเชียว

เต่ายักษ์อัลดาบร้า (Aldabra Giant Tortoise)

มันเคยถูกค้นพบว่าเป็นฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยค่ะจะเจออยู่ในทวีปแถบนั้นเหมือนกับมาดากัสการ์แต่ก็จะไม่ค่อยเจอมันแถบแอนตาร์กติกาและออสเตรเลียซึ่งในมหาสมุทรอินเดียยังมีเต่าอีกหลายสายพันธุ์อีกด้วยนะคะ

ลักษณะทั่วไปของพวกมันมักจะมีกระดองเป็นสีน้ำตาลเนื่องจากมันมีขนาดที่ใหญ่มากจึงทำให้ขาของมันมีพลังในการรับน้ำมากตามไปด้วยค่ะ คอของมันจะมีขนาดยาวมากกว่าเต่าชนิดอื่นๆซึ่งจะช่วยให้มันหาอาหารได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ

โดยปกติแล้วมันจะมีกระดองกว้างเฉลี่ยอยู่ที่ 48 นิ้ว และมีน้ำหนักมากถึง 250 กก.เลยล่ะค่ะ ตัวอย่างขนาดกลางๆโดยทั่วไปก็จะอยู่ประมาณ 159 กก.เป็นส่วนมากค่ะ

จำนวนของเต่าพวกนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บนเกาะอัลบราด้า เพราะเกาะนี้ได้รับการคุ้มครองในการดูแลปะการังด้วยนะคะ

เพราะว่ามนุษย์ได้ทำลายปะการังไปมากทำให้เสียหายไปเยอะนั่นเองค่ะ บนเกาะนี้มีคนเคยวิจัยออกมาว่าจะมีจำนวนเต่าเฉลี่ยอยู่ที่จำนวน 1 แสนตัวซึ่งเป็นเกาะที่มีพวกมันมากที่สุดในโลกค่ะ

นอกจากนี้เกาะนี้ยังเป็นเกาะยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาพักผ่อนกันยิ่งวันหยุดนะคะคนเยอะมากๆเลยค่ะ พวกมันมักชอบกินต้นไม้ต้นเล็กๆหรือเมล็ดของพืชซึ่งมันดำรงชีวิตคล้ายๆกับช้างเลยค่ะเพราะกินพืชเป็นหลัก

และยังไม่มีการเห็นที่ชัดเจนนะคะเพราะบางครั้งพวกมันก็มักจะอยู่กันเป็งแต่บางครั้งก็มักจะชอบอยู่ตัวเดียวบ้างก็มีค่ะ แต่เวลาที่พวกมันอยู่ร่วมกันพวกมันก็มักจะตื่นตัวกันมากกว่าปกติ เพราะมันจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาหาอาหารนั่นเองค่ะ

โดยเฉลี่ยแล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่อายุยืนมากๆ เคยมีเต่าที่อยู่ในสวนสัตว์ที่อินเดียมีอายุมากถึง 255 ปีเลยล่ะค่ะและมีความเชื่อกันว่าพวกมันจะดูมีอายุยืนมากที่สุดเมื่อมันมีอายุได้ 189 ปี แต่ก็ยังมีอายุไม่ยืนเท่าเต่ากาลาปากอสค่ะ

ฤดูกาลผสมพันธุ์ของมันนั้นก็จะอยู่ประมาณเดือนกุมภาถึงเดือนพฤษภาเป็นต้นไปค่ะ พวกมันจะวางไข่ในน้ำตื้นและไข่ของมันจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อน้อยกว่าครึ่งนึง

เจ้าเต่าตัวเมียจะสามารถออกไข่ได้หลายใบมากๆเลยนะคะในระยะเวลา 1 ปี และหลังจากนั้นพวกมันก็จะเริ่มฟักออกมาหลังจาก 8 เดือนนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Central Asian Shepherd Dog

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เพนกวินอาเดลี

            เพนกวินอาเดลี พวกมันอาศัยอยู่ทวีปแอนตาร์กติก ซึ่งทันเป็นสายพันธุ์ที่กระจายอยู่ทั่วไปมากที่สุดซึ่งคนที่พบเจอมันเป็นคนแรกชื่อ อาเดลี พวกมันจึงได้ชื่อนี้นั่นเองค่ะ

            เพนกวินอาเดลี (Adelie Penguin)

เพนกวินอาเดลี

พวกมันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ส่วนสูงของมันจะอยู่ที่ 46 – 71 เซนเท่านั้นค่ะ น้ำหนักเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 6 กก.และหสงของมันจะยาวมากกว่าเพนกวินชนิดอื่นๆเล็กน้อย ภาพจำของเราเวลาเห็นมันก็จะเหมือนกับมันกำลังใส่ทักซิโด้อยู่นั่นเองค่ะ เพราะขนตรงช่วงท้องจะเป็นสีขาวและข้างๆจะเป็นสีดำนั่นเองค่ะ

พวกมันมักจะชอบว่ายน้ำเอามากๆ พวกมันสามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 5ไมล์/ชั่วโมงเลยนะคะ ส่วนอาหารของพวกมันก็จะเปบี่ยนไปเรื่อยๆตามฤดูกาลค่ะ ของโปรดของมันก็คือแมงกระพรุนและพวกสัตว์น้ำตัวเล็กตัวน้อยนั่นอหละค่ะ

แต่พวกมันก็ไม่ได้อยู่บนห่วงโซ่อาหารสูงสุดนะคะเพราะมมันมักจะถูกจับไปเป็นอาหารของแมวน้ำเสือดาวอยู่เสมอ โดยฉะเพาะถ้ามันยังโตไม่เต็มวัยยังตัวเล็กอยู่ก็มักจะถูกพวกนกนางแอ่นยักษ์และปลาวาฬเพนชฆาตล่าไปเป็นอาหารอยู่ตลอด

มีคนเคยเข้าไปเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกมันแล้วพบว่าพวกมันมีนิสัยเหมือนกับเด็กๆ และดูเหมือนแนวโน้มของมันจะชอบเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อีกด้วยค่ะ

เพนกวินอาเดลี

ฤดูสืบพันธุ์ของมันจะอยู่ในช่วงเดือนตุลา-พฤศจิกายน หลังจากพวกมันผสมเสร็จก็จะพากันอพยพในช่วงฤดูหนาวของแอนตาร์กติกเพื่อไปวางไข่ในเดือนธันวาคมนั่นเองค่ะ พ่อกับแม่ของมันจะผลัดกันฟักไข่ค่ะ ถ้าตัวนึงออกไปหาอาหารอีกตัวนึงก็จะเขามากกไข่ ตัวที่กำลังฟักมักจะไม่กินและไม่เข้าห้องน้ำเลยด้วยนะคะ

แต่จะออกไปถ่ายหลังจากออกไปนอกรังนั่นเองค่ะ พอถึงช่วงเดือนมีนาเด็กๆก็จะเริ่มโตและเดินได้ พ่อแม่ของมันก็จะพาเด็กๆกับคืนสู่ทะเล พวกมันมักจะชอบพาลูกๆของมันไปอยู่ใกล้กับทะเลน้ำแข็ง แต่เพราะในยุคนี้น้ำแข็งละลายไปเยอะจากภาวะโลกร้อน

จึงทำให้พวกมันมีจำนวนลดลงถึง 65%เลยค่ะเฉลี่ยจาก 25ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกๆเลยนะคะ ถ้าเทียบกับจำนวนของมันในสมัยก่อน

พวกมันถึงแม้จะชอบอยู่เป็นฝูงแต่ก็เข้าสังคมไม่เก่งเท่าไหร่แอดจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะคะ เช่นเมื่อถึงเวลาผสมรอบใหม่พวกมันก็มักจะไปผสมกับตัวผู้ตัวใหม่โดยบางครั้งทำให้ตัวเมียตายเลยก็มีค่ะเพราะเคยมีคนวิจัยออกมาว่าเวลาที่พวกมันผสมกันนั้น

เพนกวินอาเดลี

กิจกรรมทางเพศของมันนั้นเร้าอารมณ์จนดูเหมือนสิ่งปกติเพราะมันดูรุนแรงเอามากๆ ตัวเมียจะปล่อยโครฟีเลียเหมือนการบีบบังคับการร่วมเพศหรือพูดง่ายๆก็เหมือนการล่วงละเมิดทางเพศนั่นแหละค่ะบทวิจัยนี้ถูกวิจัยโดย วิลเลี่ยมและเดวิด อินลี่ย์นั่นเองค่ะ

พวกมันมักจะชอบย้านถิ่นฐานในทะเลรอสส์โดยการย้ายในแต่ละครั้งเฉลี่ยแล้วมีระยะทางถึง 13000 กม.เลยค่ะ พวกมันมักจะเดินทางตามดวงอาทิตย์เพื่อสร้างอนาเขตในการสืบพันธุ์นั่นเองค่ะและเมื่อฤดูหนาววนกลับมาอีกครั้งพวกมันก็จะเดินทางกลับไปนั่นเองค่ะ

ตราบใดที่พวกมันยังอาศัยอยู่ใกล้กับขอบน้ำแข็งพวกมันก็จะเห็นแสงแดดนั่นเองค่ะ เมื่อพวกน้ำแข็งละลายในช่วงฤดูใบไม้ผลิพวกมันก็จะอดทนอยู่จนกว่าฤดูร้อนจัดจะหมดไปนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Australian Shepherd

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *