ตะขาบ

            ตะขาบ แค่ได้ยินชื่อบางคนก็เริ่มขนลุกกันแล้วใช่มั้ยล่ะคะ ด้วยความที่มันเป็นสัตว์ขาเยอะและมันยังจัดอยู่ในกลุ่มของอาร์โทรพอร์ตอีกด้วยนั่นเองค่ะ

ตะขาบ (Centipede)

ตะขาบ

            สัตว์ในกลุ่มนี้ยังรวมไปถึงพวกกิ้งกือด้วยนะคะและรวมไปถึงสัตว์ที่มีหลายขาอีกหลายชนิดเลยล่ะค่ะ พวกมันส่วนใหญ่เราก็รู้กันอยู่แล้วนะคะว่ามันเป็นสัตว์มีพิษ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นแบบนั้นนั่นแหละค่ะ

พิษของพวกมันถ้าเพื่อนๆได้ลิ้มลองแอดมินบอกเลยนะคะ ว่ามันสุดแสนจะทรมานเพราะมันจะทำให้เพื่อนๆนั้นเจ็บปวดและทรมานเอามากๆเลยล่ะค่ะ

นอกจากนี้พวกมันยังสามารถมีขาได้หลายแบบนะคะแต่แอดว่ามีหลายๆคนเชื่อว่าพวกมันมีถึง 100 ขา อันนี้จะเป็นความจริงรึเปล่าแอดมินมีคำตอบค่ะ

จริงๆแล้วพวกมันหลายชนิดนะคะตั้งแต่มีขาจำนวนน้อยๆไปถึงการมีขาจำนวนเยอะ เท่าที่มีการค้นพบมาตสายพันธุ์ที่มีน้อยมากที่สุดก็จะมีประมาณ 30 ขาค่ะ และอาจจะมีมากถึง 3 ร้อยกว่าขาขึ้นไปเลยก็มีค่ะ

ส่วนขนาดของพวกมันนั้นก็จะแตกต่างกันไปอยู่ตรงที่ความยาวค่ะ เพราะว่าตัวไหนที่เกิดมานานก็อาจจะมีขนาดที่ยาวหน่อย แต่ก็ต้องใช่เวลานะคะเพื่อนๆไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วจะยาวแบบที่เราเคยเห็นได้เลย

นอกจากนี้พวกมันยังมีสายพันธุ์ที่แยกออกมาแบบเยอะมากมาย ถ้าเทียบกับพันธุ์ทั่วโลกมีมากถึง 8 พันกว่าสายพันธุ์ทั่วโลกเลยล่ะค่ะ และมันสามารถมีลูกครั้งนึงมากกว่า 3 พันตัวเลยด้วยนะคะ

ตะขาบ

เรามาดูที่อยู่อาศัยที่เราจะสามารถเจอพวกมันง่ายๆกันดีกว่า ส่วนมากแล้วพวกมันจะชอบอากาศที่ร้อนชื้นเอามากๆเลยนะคะ อย่าเช่นตามโพรงไม้หรือว่าใต้ดินนั่นเองค่ะ

ที่พวกมันชอบอยู่แบบที่ชื้นๆก็เพราะว่าพวกมันนั้นไม่มีหนังกำพร้านั่นเองค่ะเพื่อนๆ ทำให้ผิวของมันจะแห้งเวลาเคลื่อนที่ก็จะเป็นไปได้ลำบาก

เพื่อนเคยเห็นพวกมันแห้งตายอยู่ตามกลางถนนหรือว่าเห็นซากของมันแห้งตายมั้ยคะ เพราะว่าพวกมันไม่สามารถขยับได้นั่นเองค่ะ เลยทำให้พวนเสียความชุ่มชื้นบนชั้นผิวของมัน เลยทำให้พวกมันแห้งตายแบบที่เราเห็นๆนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้เห็นพวกมันตัวเล็กๆก็อย่าลบืมว่ามันเป็นสัตว์มีพิษแถมยังเป็นสัตว์กินเนื้อประเภทที่ไม่มีกระดูกสัตว์หลังด้วยนะคะ

ถ้าเห็นตอนมักกินซากสัตว์แบบอยู่กันเป็นฝูงแบบหลายๆตัวแล้ว จะสัตว์ตัวใหญ่แค่ไหนแบบเดียวหายไปในพริบตาเลยล่ะค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Chamois

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               

ชามัวร์

            วันนี้แอดมินจะพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับเจ้าตัว ชามัวร์ ซึ่งเพื่อนๆหลายๆคนอาจจะงงถ้ายังไม่ได้เห็นหน้าของมันเพราะประเทศเรามักจะรู้จักมันในอีกชื่อนึงนั่นก็คือเลียงผานั่นเองค่ะ

ชามัวร์ (Chamois)

ชามัวร์

            เห็นมันแบบนี้มันมีหน้าตาเหมือนกับพวกแพะหรือว่าพวกละมั่งใช่มั้ยล่ะคะ จริงๆแล้วมันเหมือนกับเป็นญาติห่างๆกันเลยค่ะเพื่อนๆ หลายๆคนตอนนี้ยังมักจะจำสับสนอยู่เลยนะคะ

พวกมันอาศัยอยู่ในยุโรปตะวันตกซึ่งสถานที่โปรดของมันก็ตามเทือกเขาเหมือนกับพวกละมั่งที่เราเคยเห็นโดยทั่วไปเลยล่ะค่ะเพื่อนๆ

พวกมันเป็นสัตว์ที่มีเขาขนาดเล็กมากกว่าพวกแพะนะคะ ถ้าเพื่อนๆลองสังเกตุดีๆ หรือว่ามันแตกต่างกันตรงนี้เนี่ยแหละค่ะ ความสูงของมันโดยเฉลี่ยแล้วก็จะไม่เกิน 70 ซม.และมันมีหางด้วยนะคะ

แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นหางของมันหรอกค่ะ ถ้าเราจะเห็นหางของมันก็ต่อเมื่อมันเข้าสู่ฤดูหาคู่หรือว่าอยากมีแฟนนั่นเองค่ะเพื่อนๆ

ก็เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นๆโดยทั่วไปนะคะที่ตัวผู้มักจะมีน้ำหนักมากกว่าตัวเมียซึ่งน้ำหนักของเจ้าตัวผู้ก็จะอยู่ประมาณไม่เกิน 60 กก.และอีกอย่างตัวเมียจะมีความขาสั้นกว่าตัวผู้อีกด้วยค่ะ

ชามัวร์

แล้วเพื่อนๆรู้มั้ยคะว่าสีขนของมันสามารถเปลี่ยนได้ด้วยนะคะ แต่ก็ไม่ถึงขนาดพวกจิ้งจกหรือตัวอื่นที่ใช้พรางตัวนะคะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ว่าเวลาฤดูร้อนวนมาถึงพวกมันดูเหมือนจะเริ่มมีสีน้ำตาลที่เข้มขึ้นนั่นเองค่ะ

และยังสามารถเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่อใกล้เข้าฤดูหนาวอีกด้วยนะคะ  พวกตัวเมียก็จะมีหน้าที่เลี้ยงลูกน้อยของมัน ซึ่งเวลาเลี้ยงทีนึงไม่เหมือนกับลูกคนนะคะ เพราะมันต้องเลี้ยงลูกน้อยเรียกว่าเป็นฝูงเลยล่ะค่ะ

เพราะว่าอย่างต่ำก็ประมาณ 15 ตัวขึ้นไปนั่นเองค่ะ และมันก็จะอาศัยอยู่กับลูกของมันตามหน้าผา ช่วงผสมพันธุ์ของมันจะอยู่ช่วงประมาณปลายปีนั่นเองค่ะ

เวลาที่พวกมันเข้าสู่ฤดูการผสม ตัวผู้ก็จะมีความดุขึ้นอีกด้วยนะคะ เพราะว่ามันแสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจและจะเริ่มการต่อสู่กันเพื่อแย่งตัวเมียนั่นเองค่ะ ใครชนะก็จะได้ตัวเมียไปนั่นเองค่ะ

ชามัวร์

ส่วนพวกตัวผู้ที่ถูกแม่เลี้ยงขึ้นมาจนโตแล้ว พวกมันก็จะเริ่มออกจากฝูงมาอยู่ตัวเดียวแบบเหงาๆ ซึ่งอยู่แบบนั้นแทบจะทั้งปีเลยค่ะจนกว่าฤดูผสมพันธุ์จะวนกลับมาอีกครั้งและสร้างครอบครัวนั่นเองค่ะ

ส่วนทางฝั่งของเจ้าตัวเมียนั้นพวกมันใช้เวลาในการตั้งท้องประมาณ 170 วันค่ะถ้าหากว่าเกิดเรื่องโชคร้ายอย่างแม่ตาย หรือว่าถูกล่าตายไปแล้วก็จะมพวกตัวเมียตัวอื่นๆมาช่วยกันเลี้ยงพวกเด็กๆต่อไปนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

พลังของความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์

                สัตว์เลี้ยงมักจะแสวงหาและสนุกกับการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ ในเชิงบวกสามารถกระตุ้นอารมณ์เชิงบวกและผลลัพธ์ด้านสวัสดิการเชิงบวกอื่นๆ

พลังของความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์

 ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์

                อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับกระบวนการพื้นฐานที่ควบคุมการรับรู้เชิงบวกของมนุษย์โดยสัตว์นั้นยังไม่สมบูรณ์ เราครอบคลุมกลไกที่อาจเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างมนุษย์และสัตว์จากมุมมองของสัตว์ สิ่งนี้ครอบคลุมถึงความเคยชิน

การเรียนรู้แบบเชื่อมโยง และอาจรวมถึงความผูกพันหรือความผูกพันตามการสื่อสารและการรับรู้ทางสังคม

เราทบทวนตัวชี้วัดจากวรรณกรรมเพื่อประเมินความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างมนุษย์กับสัตว์ เรากำหนดความสัมพันธ์เชิงบวกนี้ในการปฏิบัติงานว่าเป็นสัตว์ที่แสดงการเข้าหาโดยสมัครใจและความใกล้ชิดเชิงพื้นที่ (การแสวงหา)

 และสัญญาณของความคาดหมาย ความสุข การผ่อนคลาย หรือตัวบ่งชี้อื่น ๆ ของประสบการณ์ที่คุ้มค่าจากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ สำหรับการวิจัย เราแนะนำให้พิจารณาถึงความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในชีวิตประจำวันของสัตว์

 และผสมผสานการรักษาแบบควบคุมมากกว่าการเปรียบเทียบการรักษาปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับเชิงลบเท่านั้น นอกจากนี้ ลักษณะของสัตว์ เช่น ประสบการณ์ที่ผ่านมา พันธุกรรม

และความโน้มเอียงส่วนบุคคล ตลอดจนลักษณะตามบริบทที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมและทางกายภาพ อาจปรับการรับรู้ของมนุษย์โดยสัตว์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ยังได้รับอิทธิพลจากลักษณะนิสัยของมนุษย์

 เช่น ความคุ้นเคยของบุคคลที่มีต่อสัตว์ ทัศนคติ ทักษะ และความรู้ เราเน้นย้ำถึงความนัยสำหรับการปฏิบัติในปัจจุบันและแนะนำวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ

เช่น ให้ความสนใจกับสัตว์” การตอบสนองเชิงพฤติกรรมต่อมนุษย์และการเลือกและการควบคุมสัตว์ในแง่ของเวลาและวิธีการโต้ตอบกับมนุษย์ การใช้งานจริงเพื่อให้เกิดการรับรู้เชิงบวกต่อมนุษย์อาจนำไปใช้ได้ดีขึ้น

เช่น โดยการผสมผสานหลักการฝึกอบรม โดยคำนึงถึงความไว้วางใจและความปลอดภัยของทั้งคู่ โดยรวมแล้ว

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นในวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในเชิงบวกสามารถให้รางวัลที่แท้จริงแก่สัตว์และด้วยเหตุนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อสวัสดิภาพสัตว์ จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการพื้นฐานเพื่อสร้าง

ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างมนุษย์กับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับประเภท ความถี่ และความยาวของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสำคัญของการให้สัตว์มีความรู้สึกมีสิทธิ์เหนือปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์นั้นยังคงเป็นที่เข้าใจได้ไม่ดีนัก

สัตว์สามารถแสดงสัญญาณของการคาดหวังก่อนที่จะมีปฏิสัมพันธ์ในกรณีที่ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์สามารถคาดเดาได้หรือสัญญาณสิ่งแวดล้อมส่งสัญญาณการมาถึงของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นสัญญาณ “น่ารับประทาน” เช่น การเว้นจังหวะ การเปล่งเสียง หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างเช่น โลมาปากขวดในกรงขังคาดว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผ่านการมองหาพื้นผิวที่เพิ่มขึ้นและการสอดแนม และพฤติกรรมที่คาดการณ์ไว้เหล่านี้สัมพันธ์กับระดับการมีส่วนร่วมในการปฏิสัมพันธ์ที่ตามมา

 สัญญาณที่คาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้อาจเป็นตัวบ่งชี้ที่คลุมเครือ เช่น ตัวบ่งชี้เชิงบวก (ความตื่นเต้น) หรือเชิงลบ (เช่น ความผิดหวัง หากการหน่วงเวลานานเกินไป) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก  แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล

                แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล เป็นน้องหมาที่ได้ความนิยมในการเลี้ยงอย่างมากเลยนะคะในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะดาราหรือว่าคนดังก็มักจะชื่นชอบและนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายค่ะ

แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)

แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล

                เพื่อนๆรู้มั้ยคะว่าเจ้าน้องหมาสายพันธุ์นี้ต้นกำเนิดของเค้าอยู่ที่ประเทศอเมริกานั่นเองค่ะ ในอเมริกามีฟาร์มเพราะเลี้ยงและจัดแสดงเยอะมากๆอีกด้วยนะคะแถมยังมีมาตั้งแต่ช่วงปี 2543 แล้วล่ะค่ะ

พวกมันเป็นหมาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอเมริกาด้วยนะคะเพื่อนๆ  พวกมันเริ่มมีการพัฒนาสายพันธุ์ช่วงศตวรรษที่ 17 ค่ะ ซึ่งทำให้พวกมันมีหน้าตาที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปนะคะอย่างเช่น จมูกของมันก็จะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปแบบอาจจะมีความแบนมากกว่าเดิมค่ะ ซึ่งทำให้พวกมันดูจิ้มลิ้มน่ารักเอามากๆ

แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล

ซึ่งนอกจากนี้พวกมันยังถูกเลี้ยงให้เหมือนกับเป็นหมาประจำตระกูลของพวกชยชั้นสูงด้วยนะคะ เพราะตามราชวงศ์ต่างๆหรือพวกกษัตริย์ก็มักจะเลี้ยงน้องหมาสายพันธุ์นี้กันค่ะ

เรามาดูลักษณะโดยทั่วไปของมันกันนะคะ โดยธรรมชาติเราก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นน้องหมาที่มีขนาดเล็กค่ะ เพราะเราจะเห็นตามรูปว่าคนมักจะอุ้มหรือว่ามันก็จะนั่งอยู่บนตักคนนั่นเองค่ะ  พวกมันขนาดโตเต็มที่ก็จะมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 13 นิ้วค่ะ ไม่เกินนี้ซึ่งถือว่าเป็นหมาที่ตัวเล็กมากๆ

ส่วนขนของมันก็จะมีความนุ่ม แต่แอดขอบอกก่อนนะคะว่าเราต้องดูแลดีๆไม่งั้นขนพันกันยุ่งเหยิงเลยล่ะค่ะ ถ้าเราดูแลขนเค้าดีๆนี้เงางามสุขภาพดีกว่าผมของคนอีกนะคะเพื่อนๆ ขนของมันจะมีความยาวออกมาค่ะแต่ไม่ได้ยาวมากนะคะจะยาวกลางๆค่ะ

แควาเลียร์คิงชาลส์สแปเนียล

ซึ่งจุดเด้นของมันเลยก็คือความตัวเล็กคนสวย และมีความน่ารักขนสวยเงางาม ทำให้คนเลี้ยงดูมีความสง่าไปด้วยนั่นเองค่ะ โดยพวกมันถูกขึ้นในบัญชีของเคนเนลคลับด้วยนะคะ ว่าเป็นหมาที่คนนิยมเลี้ยงกันเป็นอย่างมาก และเป็นหมาในฝันของใครหลายๆคนเลยล่ะค่ะ

เพราะดูจากลำดับแล้วมันอยู่ลำดับที่ 6 ของหมาที่คนอยากเลี้ยงมากที่สุด ทำให้ค่าตัวของพวกมันก็สูงลิ่วเอาเรื่องเหมือนกันค่ะ ความนิยมของมันพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงปี 2541 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ

ส่วนอารมณ์ของมันนั้นก็เป็นหมาที่มีความร่าเริง แถมยังขี้เล่นและมีความอดทนมากอีกด้วยนะคะ เห็นตัวเล็กบอบบางแบบนี้ตุถ้าเอามันไปฝึกให้ฟังคำสั่ง พวกมันก็ฝึกง่ายมากๆเลยนะคะ แถมยังน่ารักมากอีกด้วยค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Caterpillar

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

หนอนผีเสื้อ

            หนอนผีเสื้อ มันก็คือตัวอ่อนของผีเสื้อนั่นเองค่ะเพื่อนๆ คนส่วนมากมักจะเรียกตัวอ่อนก่อนที่จะเป็นผีเสื้อว่าหนอนผีเสื้อเพราะว่าลักษณะของมันเหมือนหนอนนั่นเองค่ะ

หนอนผีเสื้อ (Caterpillar)

หนอนผีเสื้อ

            ตอนช่วงที่พวกมันยังเป็นตัวหนอนอยู่ พวกมันก็จะกินพวกพืชเป็นอาหารค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในส่วนของใบนะคะ นอกจากนี้บางชนิดยังกินเศษที่เหลือจากพวกสัตว์ด้วยนะคะ

และแน่นอนว่าเราจะรู้กันดีว่าพวกมันนั้นเป็นศัตรูตัวร้ายของพวกชาวสวนที่ปลูกต้นไม่หรือว่าทำการเกษตรเลยล่ะค่ะ เพราะว่าเวลาที่พวกมันเกิดมานั้น พวกมันจะหิวกระหายเอามากๆ และจะกินใบไม้ของพวกชาวไร่ชาวสวนเป็นรูไปหมดเลยล่ะค่ะ

นอกจากนี้พวกมันยังถูกแบ่งออกมาเป็นหลายสายพันธุ์ด้วยนะคะ อย่างเช่นพวกผีเสือกลางคืนก็มีค่ะเพื่อนๆ สายพันธุ์นี้แอดบอกเลยว่าพวกชาวไร่ถึงขั้นเกลียดเลยล่ะค่ะเพื่อนๆ

เพราะว่าเจ้าพวกผีเสื้อกลางคืนพวกนี้นั้น มักจะทำความเสียหายไม่ว่าจะเป็นใบไม้แถมยังทำความเสียหายไปถึงพวกผลไม้ด้วยเลยค่ะ บางลูกที่มันกินต้องตัดทิ้งเลยก็มีนะคะ เพราะถึงเราเก็บเอาไว้ก็เอาไปขายไม่ได้นั่นเองค่ะ

ระหว่างที่มันกำลังเป็นตัวอ่อนนั้นเราจะรู้เลยนะคะว่ามันโตเร็วเอามากๆ อย่างเช่นวันนี้เราเห็นมันเป็นหนอน แปปเดียวมันก็เป็นผีเสื้อโบยบินสวยงามแล้วล่ะค่ะ

หนอนผีเสื้อ

ซึ่งในตอนแรกขนาดของมันจะมีขนาดประมาณ 1 มม.เท่านั้นค่ะ ซึ่งถือว่าเล็กเอามากๆ จากนั้นก็จะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆค่ะ พวกมันสามารถมีความใหญ่มากถึง 14 ซม.เลยนะคะเพื่อนๆ

ตัวอ่อนของพวกมันบางสายพันธุ์ถ้าเรามาสังเกตุดีๆ เราเห็นเหมือนว่ามันเป็นกับผึ้งเลยนะคะ แถมพวกมันยังลอกคราบกันเร็วมากๆอีกด้วยนะคะ

ส่วนศัตรูของพวกมันก็มีไม่น้อยเลยนะคะ ไม่ง่ายเลยกว่าพวกมันจะรอดออกมาเป็นผีเสื้อที่สวยงามแบบที่เรานั้นเคยเห็นกัน เพราะว่ามีสัตว์จำนวนไม่น้อยเลยนะคะที่มีมันเป็นอาหารจานโปรด เพราะนอกจากพวกมันจะมีโปรตีนมากแล้วยังมีรสชาติดีต่อใจสัตว์ชนิดอื่นๆด้วยค่ะ

พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศเก่งมากๆเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆพวกมันก็มีชีวิตอยู่ได้ค่ะ ถ้าไม่โดนสัตว์ชนิดอื่นๆเอาไปกินก่อนนะคะ

ส่วนพฤติกรรมที่เราเห็นได้ทั่วไปนั้นก็จะเห็นได้ว่าพวกมันชอบอาบแดดกันมากๆเลยล่ะค่ะ มันจะชื่นชอบสภาพอากาศที่ร้อนชื้นเอามากๆ เพราะจะทำให้มันเจริญเติบโตได้ดีนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Carpenter Ant

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

มดไม้

            มดไม้ หรืออีกชื่อนึงที่เพื่อนๆอาจจะคุ้นเคยก็คือมดช่างไม้ แต่ถ้าหากเพื่อนๆอยากรู้ว่าทำไมมันถึงได้มีฉายาแบบนี้นั้นแอดมินมีคำตอบมาให้เพื่อนๆค่ะ

มดไม้ (Carpenter Ant)

มดไม้

            โดยทั่วไปแล้วขนาดของมันแอดบอกเลยว่ามันแทบจะเป็นมดที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกเลยนะคะเพื่อนๆ เพราะมันมีความใหญ่มากที่สุดในอเมริกาเลยล่ะค่ะ โดยมีความยาวตั้งแต่ 3.4 ถึง 13 มม

สีที่พบมากที่สุดคือสีดำ แต่บางชนิดมีสีแดงหรือสีเหลือง สียังแตกต่างกันไปตามสปีชีส์ต่างๆ ตั้งแต่ดำเจ็ทแบล็กไปจนถึงน้ำตาลเข้ม, แดง, ดำ, เหลือง, ส้ม, น้ำตาลเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน มดบางตัวมีสีแดงและสีดำนอกจากนี้มันยังมีขากรรไกรที่แข็งแรงมากอีกด้วยนะคะ

ส่วนที่อยู่อาศัยที่มันชอบอยู่นั้น พวกมันชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ชื้นๆ อย่างเช่นไม้ที่มีความชื้นและมีความผุพังค่ะ ถ้ายิ่งเป็นโพรงด้วยนะคะ บอกเลยอยู่กันเป็นรังเลยค่ะเพื่อนๆ

พวกมันไม่กินไม้อย่างที่พวกปลวกทำนะคะ แต่ให้เอาไม้ออกและนำเศษไม้ไปทิ้งนอกรังเป็นกองเล็กๆ พวกเขาจะกินอาหารที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งของหวานและเนื้อสัตว์ พวกมันจะกินแมลงชนิดอื่นด้วย

ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ มดของช่างไม้จะอาศัยอยู่ในต้นไม้ที่ตายแล้วและมีชีวิต ตอไม้ และท่อนซุงที่เน่าเปื่อย อย่างไรก็ตาม พวกมันอาจสร้างรังในบ้านและอาคารที่พบไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่ไม้ได้รับความชื้นอย่างรุนแรง

มดไม้

ส่วนเรื่องการขยายพันธุ์ของพวกมันนั้น พวกมันจะวางไข่ได้ 9 ถึง 16 ฟองในปีแรกและอาจมีอายุได้ถึง 25 ปี ไข่จะครบวงจรชีวิตในเวลาประมาณ 6 ถึง 12 สัปดาห์เลยค่ะ

มดในสกุลCamponotusเป็นที่รู้จักกันในชื่อมดช่างไม้ เพราะพวกมันชอบที่จะสร้างอาณานิคมในแกลเลอรี่ที่ขุดขึ้นมาจากไม้ที่เปียกชื้นหรือได้รับความเสียหาย

พวกเขาตัดแกลเลอรีลงในลายไม้เพื่อสร้างรังและจัดให้มีทางเดินสำหรับเคลื่อนย้ายจากส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนของรัง กิจกรรมนี้ผลิตขี้เลื่อยไม้ผสมกับชิ้นส่วนของมดที่ตายแล้วซึ่งให้ข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับสถานที่ทำรัง

มดช่างไม้ทำความสะอาดพื้นที่ทำรัง และห้องจัดแสดงของพวกมันไม่ได้ปูด้วยโคลนหรือดินชื้นเหมือนแกลเลอรี่ปลวก คนงานเก็บแกลเลอรี่ของพวกเขาให้เรียบเหมือนไม้กระดาษทราย

มดไม้

ผู้ปกครองกับอาณานิคมดาวเทียม

มดช่างไม้สร้างรังสองประเภท: อาณานิคมของพ่อแม่และอาณานิคมดาวเทียม อาณานิคมของพ่อแม่ประกอบด้วยราชินีลูกของเธอ และคนงาน อาณานิคมของดาวเทียมประกอบด้วยคนงาน ตัวอ่อนที่มีอายุมากกว่า

และดักแด้ คนงานสร้างอาณานิคมดาวเทียมเมื่ออาณานิคมพ่อแม่ไม่มีพื้นที่เพียงพอหรือเมื่อมีอาหารหรือน้ำที่เหมาะสม อาจมีอาณานิคมดาวเทียมหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับอาณานิคมของผู้ปกครอง

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Capybara

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

แคพีบาร่า

            แคพีบาร่า หรืออีกชื่อนึงที่นักสะสมสัตว์แปลกเรียกมันว่าหนูยักษ์นั่นเองค่ะเพื่อนๆ ซึ่งเราจะเรียกว่ามันเป็นหนูที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้นะคะเพื่อนๆ

แคพีบาร่า (Capybara)

แคพีบาร่า

            แอดจะพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับเจ้าหนูยักษ์ตัวนี้กันค่ะ นอกจากเราจะเห็นว่ามันเป็นหนูที่มีขนาดใหญ่แล้วนั้น มันยังเป็นญาติห่างกับพวกหนูตะเภาด้วยนะคะ

เริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับสายพันธุ์ของพวกมันอย่างจริงจังในช่วงปี 2002 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ เนื่องจากญาติๆของมันนั้นสูญพันธุ์ไปหมดแล้วนะคะแถมยังมีการศึกษายีนส์และพวกโมเลกุลในเลือดของมันอีกด้วยค่ะ

และเริ่มมีการจำแนกประเภทของมันเมื่อไม่นานมานี้ด้วยนะคะ ซึ่งเค้าจะแยกจากที่อยู่อาศัยของมันค่ะ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ความหลากหลายของฟอสซิลคลอลีนลดลงเร็วและเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักๆก็เป็นเรื่องของฟันกรามของมันนั่นเองค่ะ

เรามาดูรูปร่างโดยทั่วไปของมันกันบ้างนะคะ โดยภายนอกเราก็จะเห็นว่ามันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับหนูแทบจะทุกอย่างเลยล่ะค่ะ แต่ว่ามันจะมีขนาดใหญ่กว่ามากหลายเท่าตัวเลยล่ะค่ะเพื่อนๆ

แคพีบาร่า

นอกจากนี้พวกมันยังเป็นสัตว์ฟันแทะเหมือนกับพวกหนูด้วยนะคะ แถมยังมาสีขนเป็นสีน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ด้วยค่ะ นอกจากนี้มันยังมีต่อมเหงื่อที่พบได้ทั่วไปในร่างกายของมันด้วยนะคะ

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผิดปกติและทำให้พวกมันแตกต่างจากพวกสัตว์ฟันแทะทั่วไปนั่นเองค่ะ  เมื่อมันโตเต็มวัยแล้วมันจะมีความยาวเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 134 ซม. และอาจะมีน้ำหนักมากถึง 66 กก. เลยล่ะค่ะเท่าที่มนุษย์เคยพบเห็น ถือว่าเป็นหนูที่ตัวใหฃฅญ่เอาเรื่องเลยล่ะค่ะ

นอกจากนี้พวกมันยังเป็นสัตว์ที่เลี้ยวลูกด้วยนมด้วยนะคะ เรามาดูที่อยู่อาศัยของมันบ้างดีกว่าค่ะเพื่อนๆ เราจะเห็นพวกมันแพร่กระจายอยู่แทบจะทุกทวีปทั่วโลกเลยนะคะ

แคพีบาร่า

แต่เว้นประเทศอเมริกาใต้ค่ะ พื้นที่อยู่อาศัยที่พวกหนูพวกนี้ชอบมากๆก็คือตามแม่น้ำและตามหนองน้ำค่ะ ถ้าเราอยากจะเรียกก็ต้องศึกษาด้วยนะคะว่าเค้าอยู่กันยังไง

นอกจากนี้เรายังพบเจอพวกมันตามทุ่งสะวันนาด้วยนะคะ นอกจากนี้เพื่อนๆรู้มั้ยคะว่าความสามารถพิเศษของมันอีกแบบนึงก็คือ พวกมันว่ายน้ำเก่งมากๆเลยล่ะค่ะและยังกลั้นหายใจเก่งมากด้วยนะคะ เราเลยจะเห็นพวกมันมักจะใช้เวลาวง่างไปกับการดำน้ำอยู่บ่อยๆนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้พวกมันเป็นสัตว์กินพืชด้วยนะคะ แต่ของโปรดของพวกมันก็คือ พืชน้ำนั่นเองค่ะ พวกมันจะชอบมากๆ นอกจากนี้พวกมันก็ชอบกินผลไม้และพืชอีกหลากหลายชนิดเลยล่ะค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Canadian horse

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ม้าแคนาดา

            ม้าแคนาดา ชื่อของมันก็บอกอยู่แล้วนะคะว่ามากจากแคนาดาอย่างแน่นอน พวกมันเป็นสัตว์ที่มีความแข็งแรงเพราะมีกล้ามเนื้อที่ทรงพลังเอามากๆเลยล่ะค่ะ

ม้าแคนาดา (Canadian horse)

ม้าแคนาดา

            โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นได้ว่าพวกมันมักจะเป็นม้าที่มีสีออกจะเข้มหน่อยค่ะเพื่อนๆ แถมพวกมันยังสืบสายพันธุ์มาจากพวกม้าเมื่อทศวรรษ 1600 อีกด้วยนะคะ นอกจจากนี้ยังมีการคาดว่าพวกมันถูกผสมข้ามสายพันธุ์กับมาแถบอังกฤษอีกด้วยค่ะเพื่อนๆ

หลังๆมานี้พวกมันถือได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่นิยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะพวกมันถูกแพร่กระจายไปทั่วโลกเลยล่ะค่ะเพื่อนๆ

นอกจากนี้พวกมันยังถูกแบ่งแยกประเภทออกมาเป็น 3 ประเภทอีกเวยนะคะ และยังมีการใช้มันเพื่อออกรบกันในสมัยก่อนอีกด้วยค่ะ แต่เพื่อลดจำนวนของพวกมันทำให้มีการส่งออกพวกมันเป็นเรื่องเป็นราวอยู่พักนึงเลยล่ะค่ะ ซึ่งการทำครั้งนี้มันส่งผลให้พวกม้าที่มีสายพันธุ์แท้ของแคนาดา

ถูกลดลงเป็นจำนวนมากและแทบจะหาม้าแบบสายพันธุ์แท้ไม่เจอกันเลยล่ะค่ะ

ม้าแคนาดา

เรามาดูลักษณะของม้าสายพันธุ์นี้โดยทั่วไปกันก่อนนะคะ นอกจากพวกมันจะมีสีเข้มแบบที่แอดมินได้บอกไปตอนแรกแล้วพวกมันก็ยังมีสี ดำ สีน้ำตาลเข้มแบบเห็นได้ชัดเลยล่ะค่ะ

และนอกจากนี้พวกมันก็มีแผงคอที่สวยงามและมีหางฟูเหมือนกับเอาผ้าลินินมาทำเลยก็ว่าได้ค่ะ ความสูงเฉลี่ยของมันก็จะไม่เกิน  168 ซม. เทียบกับคนได้เลยนะคะเนี่ย อย่าทำเป็นเล่นไป ส่วนน้ำหนักก็ตัวผู้ก็จะมากกว่าตัวเมียตามธรรมชาติอยู่แล้วนะคะ

น้ำหนักเฉลี่ยก็จะอยู่ราวๆ 570 กก. พวกมันมีน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะและมีความสู.ที่เอาเรื่องเลยล่ะค่ะเพื่อนๆ เรามองแบบนี้พวกมันจะมีความสง่างามในตัวเองเอามากๆ โดยรวมแล้วเราก็จะเห็นถึงความแข็งแกร่งของมัน ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อของมัน

ม้าแคนาดา

หรือว่ากล้ามเนื้อช่วงไหล่ ดูสวยงามไปหมดเลยล่ะค่ะ พวกมันเป็นม้าที่ไม่ได้มีความอเลิทมากนักแต่ว่าเวลาวิ่งพวกมันก็มักจะวิ่งแบบเหยาะๆเท่านั้นค่ะเพื่อนๆ ไม่ได้วิ่งเร็วเหมือนกับที่เราเห็นในจอทีวี เพราะนั่นจะเป็นม้าแข็งค่ะไม่ใช่ม้าสายพันธุ์นี้

ในปัจจุบันมีการจดทะเบียนสายพันธุ์ของพวกมันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะเพื่อนๆ แถมยังมีการทำฟาร์มเพื่อเพาะเลี้ยงของมันอีกด้วยค่ะเพื่อนๆ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Caiman

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

จระเข้ไคแมน

                จระเข้ไคแมน เป็นจระเข้ที่อยู่ในแวดวงแอลิเกเตอร์หรือว่าจระเข้น้ำเค็มนั่นเองค่ะเพื่อน ซึ่งมันจะมีความดุร้ายมากกว่าเจ้าพวกที่อยู่ในน้ำจืด วันนี้แอดมินจะพาเพื่อนๆมาทำความรู้จักมันกันค่ะ

จระเข้ไคแมน (Caiman)

จระเข้ไคแมน

                ถิ่นกำเนิดของพวกมันจริงๆแล้วเหมือนคนจะเคยเห็นพวกมันอยู่แถว เม็กซิโกนะคะเพื่อนๆ และนอกจากนี้ยังพบเจอพวกมันแถบอเมริกาใต้อีกด้วยค่ะ เพราะว่าพวกมันมักชื่นชอบที่จะอาศัยอยู่ตามหนอง บึงหรือว่าป่าชายเลนต่างๆนั่นเองค่ะ

พวกมันเป็นสัตว์กลางคืนค่ะ โดยปกติแล้วถ้าเราได้เห็นพวกมันตอนกลางวัน พวกมันก็มักจะนอนอ้าปากอาบแดดเหมือนที่เราเห็นในสารคดีเลยล่ะค่ะ พวกมันจะเริ่มตื่นและออกหากินในช่วงเวลากลางคืนนั่นเองค่ะเพื่อนๆ

ลักษณะโดยทั่วไปเราจะเห็นได้ว่าเจ้าสายพันธุ์นี้มันจะมีขนาดที่เล็กกว่าเจ้าพวกสายพันธุ์อื่นๆ แต่เห็นตัวเล็กกว่าแบบนี้ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดุนะคะ เพราะดุกว่าอีกค่ะ แถมยังอันตรายเอามากๆจะประมาทเพราะว่ามันตัวเล็กไม่ได้เลยนะคะ

จระเข้ไคแมน

โดยเฉลี่ยแล้วขนาดของมันจะไม่เกิน 40 กก. ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของมันค่ะแต่เราจะเว้นเจ้าสายพันธุ์สีดำเอาไว้ก่อนนะคะเพราะว่าขนาดของมันก็จะแตกต่างจากพวกนี้อยู่พอสมควรนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้พวกมันยังสามารถโตได้อีกถึงขนาด 4 เมตรเลยด้วยนะคะ ส่วนสีดำที่แอดเว้นไว้นั้นก็เพราะว่าเจ้าจระเจ้สายพันธุ์นี้ถ้าหากเป็นสีดำพวกมันจะมีขนาดที่ใหญ่เอามากๆ เรียกได้ว่าใหญ่มากที่สุดในโลกเลยด้วยนะคะเพื่อนๆ

แถมพวกมันยังเจอได้ตามทะเลสาปทั่วไป มันจะค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆเหมือนกับฝันร้ายเลยล่ะค่ะ  โดยทั่วไปสายพันธุ์ของมันจะแตกต่างจากสายพันธุ์ทั่วไปตรงที่พวกมันจะมีเกล็ดตรงช่วงหน้าท้องของมันนั่นเองค่ะเพื่อนๆ แถมยังมีกระดูกที่อยู่ระหว่างจมูกของมันอีกด้วยนะคะ

จระเข้ไคแมน

และพวกมันก็มีเล็บที่ยาวออกมาเอาเรื่องเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับมันก็เคยมีนะคะ แต่ในปัจจุบันนี้เหมือนกับว่าจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้วนั่นเองค่ะเพื่อนๆ

พฤติกรรมโดยทั่วไปของมันนั้น พวกมันก็เป็นสัตว์กินเนื้อแบบที่เรารู้กันนะคะ เนื่องจากมันตัวเล็กมันก็จะล่าสัตว์ตัวเล็กๆค่ะ อย่างเช่นพวกนก หรือพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พวกมันพอจะจับกินได้รวมไปถึงพวกสัตว์เลื้อยคลานด้วยนั่นเองค่ะ

ตามธรรมชาติมันเป็นสัตว์นักล่านะคะ เลยทำให้พวกมันที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติตอนนี้เหลืออยู่ไม่มากนัก นอกจากนี้พวกมันยังถูกคุกคามจากมนุษย์อีกด้วยค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Bichon Frize

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

บีชันฟรีส

            เจ้าหมาขนปุกปุยตัวนี้เพื่อนๆอาจจะเข้าใจผิดได้นะคะ ว่าเอะมันเป็นตุ๊กตารึเปล่า แต่จริงๆแล้วมันเป็นหมาอีกหนึ่งสายพันธุ์ซค่งชื่อของมันก็คือ บีชันฟรีส นั่นเองค่ะเพื่อนๆ

บีชันฟรีส (Bichon Frize)

บีชันฟรีส

            นอกจากนี้ความหมายของชื่อมันก็ยังมีความหมายว่าขนปุย อีกด้วยนะคะเพื่อนๆ ซึ่งมาจากภาษาฝรั่งเศสนั่นเองค่ะ เราเห็นก็พอจะเดาออกใช่มั้ยคะว่ามันเป็นหมาตัวเล็ก ซึ่งน่ารักเอามากๆ พอดีมือเวลาเราอุ้มเลยล่ะค่ะ

ถึงชื่อของมันจะเหมือนกับภาษาฝรั่งเศสแต่เพื่อนๆรู้มั้ยคะว่าพวกมันมีต้นกำเนิดมาจากทางอังกฤษนู่นเลยค่ะ ซึ่งพวกมันถูกเลี้ยงให้เป็นเหมือนกับหมาต้อนรับค่ะ แขกไปใครมาก็จะเห็นพวกมันนี่แหละค่ะเอาไว้ต้อนรับ

ซึ่งในภายหลังเค้าได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของมันให้มันมีความอ่อนโยนน่ารักมากขึ้นด้วยนะคะ นอกจากนี้พวกมันยังมีรายงานว่าเป็นหมาที่เหมือนกันจะสืบสายเลือดมาจากพวกหมาพุดเดิ้ลด้วยนะคะ

แต่อันนี้แอดมินก็ว่าน่ามีส่วนเป็นไปได้อยู่นะคะ เพราะไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือลักษณะขนก็แอบคล้ายๆกันค่ะ แต่เจ้าหมาสายพันธุ์นี้ดูเหมือนว่ามันจะมีขนที่หน้ามันออกมาเป็นกลมๆมากว่าเท่านั้นค่ะ

แต่เค้าน่ารักและนิสัยก็ไม่แพ้กันเลยนะคะเพื่อนๆ็ว่าน่าต่พอเปนไปไดอยค เพรวหนตของมนกออกจคลยๆเจพดเดลเหมอนกน แตขนของมนจพองแล

บีชันฟรีส

เรามาดูลักษณะทั่วไปของมันบ้างนะคะ พวกมันเป็นหมาที่มีขาดเล็กจิ๋วเลยทำให้พวกมันมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 11 กก. เท่านั้นค่ะเพื่อนๆ ส่วนความสูงของมันถ้าเราเอามาเทียบก็ประมาณ 1 ไม้บรรทัด 30 ซม.เท่านั้นเอง แต่เจ้าพุดเดิ้ลจะมีความใหญ่กว่ามันนะคะ เหมือนแค่หน้าตาเท่านั้น

มองแบบเผลิญๆที่แอดมองเป็นตุ๊กตาเลยนะคะเนี่ย ส่วนกะโหลกหัวของมันก็จะมีความมนเล็กน้อยค่ะ ทำให้รูปหน้าของมันออกมาเป็นทรงกลมบ้องแบ๊วแบบนี้นั่นเองค่ะเพื่อนๆ

ส่วนหางของมันก็เหมือนกับพุ้มไม้เล็กๆเลยล่ะค่ะ และลักษณะขนของมันก็จะหยิกๆค่ะ ไม่ตรงเหมือนกับหมาพันธุ์อื่นๆ แอดว่านะคะเพราะแบบนี้คนส่วนมากเค้าเลยมักเรียกว่าพวกมันเหมือนกับเจ้าหมาสายพันธุ์พุดเดิ้ลที่ย่อส่วนลงมานั่นเองค่ะ

นอกตากที่มันจะเป็นหมาที่มีนิสัยน่ารัก และร่าเริงแล้วพวกมันยังถูกฝึกให้มีมารยาทด้วยนะคะ ซึ่งความอยากรู้อยากเห็นของมันเหมือนกับเป็นเสน่ห์อีกอย่างของสายพันธุ์นี้เลยค่ะแอดมินว่า

บีชันฟรีส

และมันก็ยังเข้ากับคนได้ง่าย จึงไม่เหมาะกับการเอามันเฝ้าบ้านเลยนะคะ เพราะตัวจิ๋วแค่นี้คงจะไปวิ่งไล่จับขโมยไม่ได้แถมยังมีมารยาทไม่เห่ามั่วซั่วอีก

เหมาะกับการเลี้ยงเป็นเพื่อนแก้เหงามากกว่านั่นเองค่ะ ด้วยความที่มันตัวเล็กทำให้มันดูแลง่ายและ คนส่วนมากที่เลี้ยงก็มักจะพกพวกมันสี่กระเป๋าไปไหนมาไหนด้วย ถ้าเพื่อนๆเป็นคนขี้เหงาแอดมินแนะนำให้เลี้ยงเจ้าหมาสายพันธุ์นี้เลยค่ะถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ลงตัวเลยค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Belgian Tervuren

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *