เรื่องทั้งหมดโดย Kurt Murray

เอสกิโมอเมริกัน

            เจ้าหมาหน้าตาน่ารักตัวนี้มีชื่อว่า เอสกิโมอเมริกัน มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเยอรมันนั่นเองค่ะ มันมีสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับหมาพันธุ์สปิตซ์อีกด้วยนะคะ

เอสกิโมอเมริกัน (American Eskimo Dog)

เอสกิโมอเมริกัน

 เจ้าหมาสายพันธุ์นี้เป็นหมาแถบทวีปยุโรปนั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นหมาที่มีขนาดเล็กน่ารักเหมาะกับการเลี้ยงดูมากเลยค่ะ พวกมันเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเองค่ะ เพราะว่าได้มีการนำมันเข้ามาอย่างแพร่หลายในอเมริกา

และมันยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมเลี้ยงกันมากๆอีกด้วยนะคะ เริ่มแรกในปี 1917 ได้มีการนำน้องหมาเข้ามาเลี้ยงอยู่ในโรงละครสัตว์ก่อนค่ะ ซึ่งทำให้มันสืบเชื้อสายมาจากพวกคณะละครสัตว์นั่นเองค่ะ

พวกมันได้รับการยอมรับมากขึ้นเนื่องจาก อเมริกัน แคนเนล คลับ ได้บันทึกสายพันธุ์ของมันขึ้นมาเป็นครั้งแรกโดยให้ชื่อสายพันธุ์ของมันว่า เอสกิโมอเมริกัน ซึ่งในตอนนั้นก็ยังไม่มีการบันทึกในชมรมแต่ตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกในช่วงปี 1919 นั่นเองแหละค่ะ

ลักษณะโดยทั่วไปของมันที่เรามักจะพบเห็นนั้นก็จะมีสีขาวเหมือนกับหิมะนั่นเองค่ะ โดยส่วนมากแล้วมันจะมีความสูงไม่เกิน 12 นิ้ว และ มีน้ำหนักไม่เกิน 4.5 กก. นั่นเองค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นหมาที่มีขนาดเล็กจิ๋วเลยทีเดียว คนเลยนิยมที่จะเลี้ยงมันนั่นเองค่ะ

แม้ว่าในช่วงหลังๆมานี้จะมีการส่งออกพวกมันไปยังประเทศเยอรมันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มันมีสายพันธุ์ที่หลากหลายมากหรือหามาตราฐานของมันยากนั่นเองค่ะ เพราะการเลี้ยงดูในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันลักษณะภฅูมิประเทศก็ต่างกันอีกทำให้โครงสร้างของมันแตกต่างกันจนยากที่จะหามาตราฐานนั่นเองค่ะ

เอสกิโมอเมริกัน

นอกจากจะถูกส่งออกไปยังประเทศเยอะมันแล้วก็ยังมีประเทศอื่นๆอีกด้วยนะคะ เช่น ญี่ปุ่น เดนมาร์ค อิตาลี นั่นเองค่ะ การเลี้ยงดูและก็ไม่ยากค่ะแต่มันออกจะเป็นสุนัขปากเปาะซะหน่อย เพราะเห็นอะไรก็จะเห่าไปหมดเลยค่ะ

เวลาที่มันเจออะไรก็มักจะบอกให้เจ้าของรู้ เพราะฉะนั้นใครไม่ชอบหมาเห่าเก่าๆแอดแนะนำว่าให้เลือกดูสายพันธุ์อื่นจะดีกว่านะคะ แต่ถ้าหากว่าเจ้าของเป็นคนขี้เหงาแล้วนั้น ก็เอาเลยค่ะเพราะมันเป็นหมาที่ติดเจ้าของเอามากๆ

เรียกได้ว่าเดินตามทั้งวันเหมือนลูกเดินตามแม่เลยล่ะค่ะ ความเหงาของเพื่อนๆจะหายไปแน่นอน แต่ก็อย่าลืมที่จะเอาใจใส่เค้านะคะเนื่องจากว่าเค้ามีขนที่หนาและมีสีขาวอาจจะต้องอาบน้ำบ่อยหน่อยไม่งั้นจะมีรอยคราบน้ำตาและน้องหมาอาจจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองได้นั่นเองแหละค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก American Bulldog

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

อเมริกันบูลด็อก

  เจ้าหมาตัวใหญ่สายพันธุ์อเมริกันตัวนี้มีชื่อเรียกว่า อเมริกันบูลด็อก มันสืบสายเลือดมาจากจากเจ้า โออิงริชบูลด็อกนั่นเองค่ะมันเป็นหมาที่มีความแข็งแรงมากๆ เรามารู้จักมันให้มากขึ้นกันค่ะ

 อเมริกันบูลด็อก (American Bulldog)

อเมริกันบูลด็อก

 โดยทั่วไปแล้วนั้นพวกมันเป็นมาที่มีความแข็งแรงและบ้าพลังมากๆเลยค่ะ ด้วยความที่มันมีกะโหลกที่ใหญ่และกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากๆส่วนแกของมันก็จะแน่นๆอีกด้วยค่ะ

การดูแลและเลี้ยงก็ไม่ยากนะคะแค่เราอาบน้ำให้มันอาทิตย์ละครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้งก็เพียงพอแล้วค่ะ ส่วนใหญ่แล้วพวกมันมักจะมีหลายสี มีทั้งแดง ดำและน้ำตาล เดี๋ยวแอดจะเอารูปมาใส่ไว้ให้เพื่อนๆดูกันค่ะเพราะโครงสร้างของสีมันจะค่อนข้างหลากหลายใครที่ชอบเลี้ยงก็เลือกสรที่ชอบได้เลยค่ะ

พวกมันสามารถมีน้ำหนังได้ถึง 54 กก.และมีขนาดไหล่ที่กว้างถึง 70ซม.เลยนะคะ พวกมันเป็นหมาที่มีความมั่นใจและกล้าหาญมากๆ เข้าสังคมเก่งและเป็นหมาที่นิยมเลี้ยงกันมากในครอบครัวเพราะมันจะเข้ากับคนในครอบครัวของเราได้อย่างแน่นอนค่ะ

พวกมันมักจะมีความรักเจ้าของและผูกพันธุ์กับเจ้าของเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเดินตามเจ้าของทั้งวันเลยค่ะ ใครขี้เหงาแอดแนะนำให้เลี้ยงเลยนะคะ แล้วเพื่อนๆจะไม่เหงาอีกต่อไปค่ะ พวกมันจะพาเราทำกิจกรรมไปตลอดทั้งวัน แถมยังเป็นลูกน้องที่เฝ้าบ้านให้เราเก่งอีกด้วย ขโมยไม่กล้าเข้าบ้านอย่างแน่นอนค่ะ

อเมริกันบูลด็อก

แต่ในการเลี้ยงพวกมันนั้นเราก็ต้องขยันดูแลเอาใจใส่มันด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นปัญหากับเพื่อนบ้านได้นั่นเองค่ะ พวกมันมักไม่ชอบอยู่คนเดียว เพราะการที่เราขังมันไว้ตัวเดียวอาจจะทำให้มันเหงาและอาจจะทำให้มันก้าวร้าวได้ในที่สุดนั่นเองค่ะ และการที่มันเริ่มจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วนั้น

แอดบอกเลยนะคะว่ามันจะเป็นฝันร้ายเอามากๆ เพราะนอกจากมันจะเป็นสัตว์หวงอณาเขตโดยสัญชาตญาณแล้วเวลาใครเข้ามาหรือเพื่อนเรามาเที่ยวบ้านก็อาจจะถูกมันกัดเข้าได้เหมือนกันค่ะ เพราะมันจะไม่คุ้นเคยกับคนอื่นๆและจะแยกไม่ออกนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้การขังมันไว้นานๆอาจทำให้มันเครียดจนเริ่มทำลายข้าวของและตู้ในบ้านของเราก็จะเต็มไปด้วยรูจากฟันของมันนั่นเองค่ะ เพื่อนๆอาจจะเลี้ยงหมาแล้วโตมาเป็นปลวกได้นั่นเองค่ะ ต้องระวังตรงนี้ด้วยนะคะ

อเมริกันบูลด็อก

ซึ่งปกติแล้วมันเป็นหมาที่รักเด็กแต่ถ้ามันมีพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วนั้น ก็ห้ามปล่อยให้เด็กอยู่กัยมันเป็นอันขนาดเลยนะคะแอดขอเตือน เราต้องเลี้ยงให้มันอยู่กับเด็กตั้งแต่แรกมันจะมีนิสัยอ่อนโยนและเป็นผู้พิทักษ์ให้เด็กๆได้เลยค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะเลี้ยงมันแล้วเราจะต้องดูแลเอาใจใส่มันให้มากๆเพราะมันไม่ได้อยู่กับเราแค่วันสองวันนะคะ พวกมันเป็นสัตว์ที่มีชีวิตมีจิตใจเหมือนกับคนนั่นแหละค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Alpaca

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

อัลปาก้า

  เจ้าสัตว์ขนปุกปุยตัวนี้ที่แอดกำลังจะพูดถึงมันมีชื่อว่า อัลปาก้า นั่นเองล่ะค่ะ เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ เป็นแพะรึเปล่านะ? เดี๋ยววันนี้แอดจะให้เพื่อนๆมาทำความรู้จักกับเจ้าสัตว์ตัวนี้กันค่ะ

            อัลปาก้า (Alpaca)

อัลปาก้า

เจ้าสัตว์ขนปุยตัวนี้มีถิ่นกำเนิดมากจากอเมริกาใต้นั่นเองค่ะ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันเหมือนกับเจ้าแพะหรือเจ้าตัวลามะรึเปล่า

เพราะมันมีความคล้ายกันซะเหลือเกิน ซึ่งมันเป็นสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับเจ้าลามะหรือถือว่าเป็นญาติที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกันมากๆเลยค่ะ

ใกล้เคียงถึงขนาดที่ว่าสามารถผสมพันธุ์กันออกมาได้เลยล่ะค่ะ เจ้าสัตว์ขนปุยนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทค่ะนั่นก็คือ อัลปากก้าหัวคายาและอัลปาก้ายูรินั่นเองค่ะ

พวกมันเป็นสัตว์กินพืชและมักจะชอบกินหญ้าอยู่แถวเนินเขาที่สูงๆ แต่พวกมันก็ยังมีความแตกต่างจากลามะนะคะเพราะว่าพวกมันจะมีขนาดเล็กกว่าเจ้าลามะอยู่มาก และไม่ได้ถูกเลี้ยงมาเพื่อใช้งานเหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆแต่จะใช้ประโยชน์จากขนที่ปุยปุยของพวกมันนั่นเองค่ะ

อัลปาก้า

ขนของมันนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับขนแกะค่ะซึ่งสามารถเอามาทำประโยชน์ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่มหรือว่าเสื้อผ้า ถุงมือและผ้าพันคอเอาไว้ใช้เวลาหนาวๆนี่อุ่นมากๆเลยค่ะ

เคยสงสัยมั้ยคะว่าพวกมันสื่อสารกันยังไง แต่คงไม่ได้ยืนคุยกันหรอกนะคะ พวกมันใช้ภาษากายในการคุยกันนั่นเองค่ะ เจ้าตัวผู้มักจะมีนิสัยดุร้ายมากกว่าตัวเมียค่ะ และส่วนใหญ่ตัวผู้ที่มีความแข็งแรงจะชูคอตั้งตรงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและเป็นผู้นำในการดูแลฝูงนั่นเองค่ะ

ขนาดของพวกมันเมื่อโตเต็มวัยจะมีความสูงประมาณ 81-99 ซม.และน้ำหนักประมาณ 48-84 กก. นอกจากนี้ในประวัติศาสตร์ยังบอกเอาไว้ว่าเจ้าอัลปาก้านั้นถูกเรียกมาตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้วค่ะ ซึ่งพวกมันถือว่าเป็นงานศิลปะอย่างนึงเลยนะคะ

อัลปาก้าทั้ง 2 แบบที่แอดพูดถึงไปแล้วนั้นจะแยกกันโดยสังเกตุจากเส้นใยขนนั่นเองค่ะ อัลปากก้าหัวคายามักจะพบได้เป็นส่วนใหญ่ถึง 90% จากจำนวนอัลปาก้าทั้งหมดเพราะขนของมันทำให้มันปรับตัวและมีชีวิตอยู่ได้ง่ายกว่าอีกสายพันธุ์นึงนั่นเองค่ะ

อัลปาก้า

ส่วนอีกสายพันธุ์นึงสายพันธุ์ยูริซึ่งในปัจจุบันเหลือเพียง 10%เท่านั้น ถือว่าเหลือน้อยแล้สล่ะค่ะ เนื่องจากขนของพวกมันหนากว่าทำให้มันปรับตัวได้ยากกว่าจึงทำให้พวกมันลดลงอย่างมากในปัจจุบันนั่นเองค่ะ

พฤติกรรมโดยทั่วไปของพวกมันนั้นมักจะเป็นสัตว์สังคมค่ะ มักจะอยู่กันเป็นฝูงโดยมีตัวผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นจ่าฝูง และคอยดูแลเวลามีศัตรูเข้ามาในอณาเขตนั่นเองค่ะ  ศัตรูตัวสำคัญของมันก็คือ หมาป่าและสุนัขจิ้งจอกนั่นเอง

เห็นพวกมันแบบนี้พวกมันเป็นสัตว์ฉลาดนะคะอาจจะก้าวบ้างในบ้างครั้งแต่ส่วนใหญจะอ่อนโยนเป็นมิตรมากกว่าค่ะ เราจะสามารถพบเจอมันได้ง่ายหากเราไปเที่ยวสวนสัตว์ จะสามารถให้อาหารเค้าได้ด้วยเชื่องมากๆเลค่ะ   

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Aldabra Giant Tortoise

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

                                                               

เต่ายักษ์อัลดาบร้า

            เจ้าเต่าชนิดนี้เป็นเต่าที่ขึ้นชื่อว่ามันใหญ่ที่สุดในโลกเลยค่ะมันมีชื่อว่า เต่ายักษ์อัลดาบร้า ส่วนใหญ่แล้วเรามักพบพวกมันอยู่ตามเกาะตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียนั่นเองค่ะ เรามาดูกันค่ะว่ามันจะใหญ่ซักแค่ไหนกันเชียว

เต่ายักษ์อัลดาบร้า (Aldabra Giant Tortoise)

มันเคยถูกค้นพบว่าเป็นฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยค่ะจะเจออยู่ในทวีปแถบนั้นเหมือนกับมาดากัสการ์แต่ก็จะไม่ค่อยเจอมันแถบแอนตาร์กติกาและออสเตรเลียซึ่งในมหาสมุทรอินเดียยังมีเต่าอีกหลายสายพันธุ์อีกด้วยนะคะ

ลักษณะทั่วไปของพวกมันมักจะมีกระดองเป็นสีน้ำตาลเนื่องจากมันมีขนาดที่ใหญ่มากจึงทำให้ขาของมันมีพลังในการรับน้ำมากตามไปด้วยค่ะ คอของมันจะมีขนาดยาวมากกว่าเต่าชนิดอื่นๆซึ่งจะช่วยให้มันหาอาหารได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ

โดยปกติแล้วมันจะมีกระดองกว้างเฉลี่ยอยู่ที่ 48 นิ้ว และมีน้ำหนักมากถึง 250 กก.เลยล่ะค่ะ ตัวอย่างขนาดกลางๆโดยทั่วไปก็จะอยู่ประมาณ 159 กก.เป็นส่วนมากค่ะ

จำนวนของเต่าพวกนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บนเกาะอัลบราด้า เพราะเกาะนี้ได้รับการคุ้มครองในการดูแลปะการังด้วยนะคะ

เพราะว่ามนุษย์ได้ทำลายปะการังไปมากทำให้เสียหายไปเยอะนั่นเองค่ะ บนเกาะนี้มีคนเคยวิจัยออกมาว่าจะมีจำนวนเต่าเฉลี่ยอยู่ที่จำนวน 1 แสนตัวซึ่งเป็นเกาะที่มีพวกมันมากที่สุดในโลกค่ะ

นอกจากนี้เกาะนี้ยังเป็นเกาะยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวมักจะมาพักผ่อนกันยิ่งวันหยุดนะคะคนเยอะมากๆเลยค่ะ พวกมันมักชอบกินต้นไม้ต้นเล็กๆหรือเมล็ดของพืชซึ่งมันดำรงชีวิตคล้ายๆกับช้างเลยค่ะเพราะกินพืชเป็นหลัก

และยังไม่มีการเห็นที่ชัดเจนนะคะเพราะบางครั้งพวกมันก็มักจะอยู่กันเป็งแต่บางครั้งก็มักจะชอบอยู่ตัวเดียวบ้างก็มีค่ะ แต่เวลาที่พวกมันอยู่ร่วมกันพวกมันก็มักจะตื่นตัวกันมากกว่าปกติ เพราะมันจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาหาอาหารนั่นเองค่ะ

โดยเฉลี่ยแล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่อายุยืนมากๆ เคยมีเต่าที่อยู่ในสวนสัตว์ที่อินเดียมีอายุมากถึง 255 ปีเลยล่ะค่ะและมีความเชื่อกันว่าพวกมันจะดูมีอายุยืนมากที่สุดเมื่อมันมีอายุได้ 189 ปี แต่ก็ยังมีอายุไม่ยืนเท่าเต่ากาลาปากอสค่ะ

ฤดูกาลผสมพันธุ์ของมันนั้นก็จะอยู่ประมาณเดือนกุมภาถึงเดือนพฤษภาเป็นต้นไปค่ะ พวกมันจะวางไข่ในน้ำตื้นและไข่ของมันจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อน้อยกว่าครึ่งนึง

เจ้าเต่าตัวเมียจะสามารถออกไข่ได้หลายใบมากๆเลยนะคะในระยะเวลา 1 ปี และหลังจากนั้นพวกมันก็จะเริ่มฟักออกมาหลังจาก 8 เดือนนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Central Asian Shepherd Dog

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เซนทรัล เอเชี่ยน เชเพริด

            เจ้าหมาสายพันธุ์ เซนทรัล เอเชี่ยน เชเพริด หรืออีกชื่อนึงที่หลายๆคนรู้จักในชื่ออลาบี้หรืออลาไบนั่นเองค่ะในสมัยก่อนพวกมันมักจะถูกเลี้ยงให้เป็นหมาเฝ้าแกะและแพะนั่นเองค่ะ

เซนทรัล เอเชี่ยน เชเพริด (Central Asian Shepherd Dog)

เซนทรัล เอเชี่ยน เชเพริด

เจ้าหมาสายพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดจากเอเชียกลางและสามารถพบได้ทั่วไปตามประเทศตุรกี อีหร่าน แถบๆนั้นค่ะและมันยังได้รับว่าเป็นความภูมิใจของประเทศเติร์กเมนิสถานและมีรูปปั้นในปี 2020 ที่ผ่านมาอีกด้วยค่ะ

พวกมันเป็นหมาที่หน้าตาน่าเกรงขามเลยค่ะลักษณะทั่วไปของมันนั้นขาของมันจะมีความยาวเท่ากับไหล่ของมันหือสูงกว่าเล็กน้อยเท่านั้ค่ะ มันเป็นหมาที่มีขนสั้นแต่จะมีขนชั้นในที่หน้าหูของมันก็สั้นยาวออกมาไม่เลยปากสีส่วนใหญ่ของมันก็จะเป็นสีขาวและดำนั่นเองค่ะ

มันเป็นหมาที่มีแรงเยอะมากๆพวกมันมักจะมีนิสัยรักความอิสระ อยากรู้อยากเห็นเป็นปกติและมักจะตื่นตัวอยู่ตลอดหัวของมันจะมีความใหญ่และแข็งแรงมากกล้ามเนื้อของมันก็ค่อนข้างเยอะมากๆเลยค่ะ

เซนทรัล เอเชี่ยน เชเพริด

และในปี 2564ที่ผ่านมาเตริ์กเมนิสถานก็ได้จัดการประกวดหมาเนื่องในวันหยุดประจำชาตินั่นเองค่ะและหลังจากนั้นก็จัดขึ้นในทุกๆปีต่อมานั่นเองล่ะค่ะ การจัดตั้งการแข่งขันแบบนี้เค้าจัดขึ้นมาเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ของน้องหมานั่นเองค่ะและทำให้หมาได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับสากลอีกด้วยนะคะ

ชาวเอเชียกลางส่วนมากมักจะเลี้ยงพวกมันในการใช้งานค่ะจึงทำให้องค์กรออกมาออกกฎในการเลี้ยงมันนั่นเองค่ะนั่นก็คือจะต้องมีระดับในการฝึกอบรมนั่นเองค่ะ

และรัสเซียก็ได้ออกมาพัฒนาสายพันธุ์และพัฒนาอารมณ์ของพวกมันเพื่อฝึกให้มันมีความสามารถในการดูแลสถานที่และเชื่อฟังคำสั่งนั่นเองค่ะ แต่ในแถบยุโรปนั้นก็กลับกันค่ะเพราะว่าแทบไม่มีกฏอะไรออกมาคงบคลุมการเลี้ยงหมาพันธุ์นี้เลยเค้าจะมุ่งเน้นไปที่การทดสอบและประเมินซะมากกว่านั่นเองค่ะ

เซนทรัล เอเชี่ยน เชเพริด

การทดสอบนำหมามากัดกันนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นการทดสอบความแข็งแรงของมันนั่นเองค่ะถึงแม้ว่าการกระทำแบบนี้จะเป็นการกระทำเชิงพานิชย์แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบออกมามากมายเพราะมันดูเป็นการกระทำที่ดูทารุณสัตว์นั่นเองค่ะ

ข้อกำหนดในการบีทหมาในสมัยใหม่ในรัสเซียนั้นจึงมีข้อกำหนดในการทดสอบพวกมันเอามากๆเพราะต้องทดสอบมันให้มีความเชื่อฟังคำสั่งและไม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดุร้ายซึ่งจะเป็นอันตรายมากๆนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Akbash

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

อัคบัช

          วันนี้แอดมินจะมาพูดถึงหมาที่มีถิ่นกำเนินมาจากประเทศตุรกีอย่าง อัคบัช นั่นเองค่ะ ในสมัยก่อนพวกมันถูกใช้ในประโยชน์ในการเลี้ยงแกะอีกด้วยนะคะ

            อัคบัช (Akbash)

อัคบัช

พวกมันเป็นหมาขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักถึง 75-140 ปอนด์เลยล่ะค่ะโดยเฉลี่ยแล้วจะส่วนสูงไม่เกิน 81 ซม.และมีแนวโน้มว่าพวกมันจะดูผอมกว่าหมาพันธุ์อื่นๆนั่นเองค่ะเนื่องจากว่าพวกมันมีส่วนสูงที่มากกว่าทำให้ดูสมส่วนนั่นเองค่ะ

ลักษณะทั่วไปเราก็จะเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่ามันมีสีขาว พวกมันจะมีขนที่หนาเพราะมีขนหนาถึง 2 ชั้นเลยล่ะค่ะ พวกมันจะมีขาที่ยาวและมีผิวหนังเป็นสีชมพูอ่อนบางจุดก็เป็นสีน้ำตาลค่ะ

โดยฉะเพาะจุดที่เป็นหังอ่อนๆเช่น ขอบตา ขอบจมูกและขอบปากนั่นเอง ขอบปากของพวกมันส่วนใหญ่จะมีสีที่ดำสนิทแต่ก็อาจจะจางลงได้ในฤดูหนาวเช่นกันค่ะ

พวกมันเป็นหมาที่สงบนิ่งๆและไม่ก้าวร้าวซึ่งดูขัดกับหน้าตามันมากๆเลยค่ะส่วนใหญ่แล้วจะเหมาะมากกับการเป็นหมาไว้อารักขาดูแลนั่นเองค่ะ พวกมันจะมีความไวมากๆเมื่อมีคนแปลกหน้าหรือสิ่งแปลกปลอมรุกล้ำเข้ามาในอนาเขตของมัน

โดยธรรมชาติของมันเป็นสัตว์ที่ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมง่ายและฉลาดเลยทีเดียวค่ะไม่ว่าจะเฝ้าบ้านหรือเฝ้าเด็กพวกมันจะเฝ้าไม่ห่างเลยค่ะไว้ใจพวกมันได้เลย แต่ถ้าเป็นศัตรูแล้วดูจากขนาดตัวก็ไม่รอดเหมือนกันค่ะ

อัคบัช

ก่อนที่มันจะเริ่มเข้าไปทำร้ายมันจะส่งสัญญาณเตือนเราก่อนค่ะเช่น เห่าและจะเริ่มเสียงดังขึ้นถ้าหากว่ายังไม่ถอยไปมันก็จะเข้าทำร้ายทันทีนั่นเองค่ะ

พวกมันเป็นหมาที่ติดใน 30 สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกอีกด้วยนะคะ เห็นพวกมันตัวใหญ่แบบนี้แต่มันมีพลังงานค่อนข้างต่ำ เพราะส่วนใหญ่ที่เราเห็นก็จะเห็นพวกมันนอนเฝ้าซะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะทำไรอะไรพวกมันก็มักจะนั่งเฝ้านั่นเองค่ะ

แต่เมื่อถึงเวลาเฝ้าบ้านหรือมีศัตรูเข้ามาพวกมันก็จะดูมีพลังมหาศาลขึ้นมาเลยทีเดียวค่ะเพราะมันมีความฉลาดและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเอามากๆไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออันทรงพลังของมันหรือร่างกายที่ยืดหยุ่นรูปร่างของมันสมดุลเอามากๆเลยล่ะค่ะ

แต่ก็ไม่ได้เจอพวกมันง่ายๆนะคะเพราะในชีวิตวันปกติของเราก็ไม่ได้จะพบหมาสายพันธุ์นี้ง่ายๆเพราะการที่เราจะเลี้ยงหมาขนาดใหญ่แบบนี้ได้นั้นเราต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากๆเลยค่ะเช่นการที่บ้านของเรามีรั้วรอบขอบชิด

อัคบัช

และที่สำคัญเลยนะคะเราต้องมีพื้นที่เอาไว้ให้เค้าออกกำลังกายเพื่อนที่เค้าจะได้ไม่เครียด เราจะต้องมีเวลาให้เค้าบ้างเพราะมันก็เป็นหมาติดบ้านติดเจ้าของเช่นเดียวกันค่ะ เพื่อนๆอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าหมาใหญ่นั้นใหญ่แค่ไหน

ถ้าเทียบกับโกลเด้นหรือเจ้าฮัสกี้ตัวใหฃญ่เราอาจจะคิดว่าใหญ่แล้วใช่มั้ยล่ะค่ะ แต่เจ้าหมาพวกนี้จัดเป็นหมาขนาดกลางเท่านั้นค่ะ ถ้าเอามาเทียบกับเจ้านี่แล้วก็เล็กไปเลยล่ะค่ะ

นอกจากจะมีบ้านที่เหมาะให้เค้าอยู่แล้วอาหารการกินก็สำคัญนะคะ ต้องให้เพียงพอด้วย การที่เราเลี้ยงหมาตัวใหญ่ก็จะต่างจากการเลี้ยงหมาตัวเล็กมากพอสมควรค่ะ เพราะพวกมันก็จะกินเยอะตามไปด้วยนั่นเองล่ะค่ะ

และอีกข้อที่สำคัญเลยนะคะ ส่วนมากแล้วถ้าจะเลี้ยงต้องพามันไปฝึกต้ังแต่ยังเป็นลูกหมาค่ะเพราะว่ามันจะได้เข้ากับหมาตัวอื่นได้เนื่องจากมันมีขนาดต่างกันเยอะนั่นล่ะค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก African Penguin

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เพนกวินแอฟริกัน

          เพนกวินแอฟริกัน หรืออีกชื่อนึงที่เพื่อนๆรู้จักคือเพนกวินเคปซค่งถื่นอาศัยของมันอยู่แถบแอฟริกาใต้นั่นเองค่ะพวกมันมีลำตัวที่เพรัยวและบางมากกว่าเพนกวินสายพันธุ์อื่นมากๆค่ะ

เพนกวินแอฟริกัน (African Penguin)

เพนกวินแอฟริกัน

เนื่องจากพวกมันมักจะชอบลงไปว่ายน้ำจึงทำให้พวกมันมีปีกที่แข็งเพื่อที่เวลาลงไปว่ายน้ำทำให้ปีกทำหน้าที่เหมือนกับคีบนั่นเองค่ะ พวกมันจะมีผิวออกชมพูอ่อนๆอยู่ใต้ตาซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพวกมันมากๆ

และขอบล่างหน้าจะเป็นสีดำลักษณะเหมือนมันกำลังมาร์กหน้าอยู่เลยล่ะค่ะซึ่งสีบนาร่างกายของมันก็จะเป็นแถบขาวสลับดำไป ต่อมสีชมพูที่เราเห็นอยู่ใต้ตาของมันนั้นมันมีหน้าควบควมอุณหภูมินั่นเองค่ะ เววลาที่อุณหภูมิธรรมชาติเปลี่ยนไปทำให้มันปรับตัวได้นั่นเองค่ะ

นอกจากกนี้เจ้าต่อมสีชมพูที่เราเห็นยังเรียกอีกชื่อนึงว่าต่อมเหงื่ออีกด้วยนะค เพราะเจ้าต่อมนี้จะช่วยทำให้เลือดของมันเย็นลงเมื่อมันมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นตามธรรมชาติการไหลเวียนของเลือดมันถ้ายิ่งเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ต่อมเหงื่อใหญ่ขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

พวกมันนับว่าเป็นสัตว์นักล่าชนิดนึงเลยนะคะ เพราะพวกมันมักจะกินปลาและปลาหมึกเป็นอาหารหลัก เวลาพวกมันออกหาอาหารก็จะพากันดำน้ำลงไปเป็นฝูงเพื่อหาปลาตัวเล็กและพวกหมึกกินนั่นเองค่ะ

ลักษณะโดยทั่วไปของพวกมันนั้นจะโตเต็มที่จะมีความสูงไม่เกิน 70 ซม.และน้ำหนักเฉลี่ยไม่เกิน 3.5 กก.

เพนกวินแอฟริกัน

โดยธรรมชาติตัวผู้จะมีขนาที่ใหญ่กว่าตัวเมียและมีจะงอยปากที่ยาวกว่าเล็กน้อยค่ะ ส่วนตอนที่พวกมันยังโตไม่เต็มที่ก็จะดูจากต่อมนั่นแหละค่ะเป็นเครื่องหมทายที่บอกได้ชัดเจนว่ามันโตเต็มวัยหรือยัง

เพราะส่วนนั้นจะมีสีออกเข้มๆเป็นสีน้ำเงินอมสีเทาจนกระทั่งมีสีน้ำตาลก็มีค่ะ โดยทั่วไปแล้วคนมักจะจำพวกมันสลับกับเจ้าเพนกวินฮัมโบลด์เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายกันเป็นส่วนมากพวกมันจะมีเท้าเป็นสีดำซึ่งจะแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเลยค่ะถ้าสังเกตุดีๆ

.พวกมันมักจะอาศัยอยู่ชายฝั่งแถบตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกาค่ะ ส่วนใหญ่จะเจอมันอยู่แถวเกาะนามิเบียและอโกด้า คนในพท้นที่มักจะพบเจอมันได้ทั่วไปนั่นเองค่ะ

พวกมันมักจะโดนล่าโดยเสือดาวนามิเบียอยู่เป็นประจำแต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนของมันลดลงเท่าตอนมนุษย์คุกคาม

เพนกวินแอฟริกัน

เพราะในปัจจุบันมันมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเลยค่ะ เพราะเกิดจากการที่มนุษย์ได้เข้าไปคุกคามที่อยู่อาศัยและล่าพวกมันนั่นเองค่ะ

ฤดูผสมพันธุ์ของพวกมันจะอยู่ในช่วงเดือน มีนาเป็นต้นไปค่ะ เพราะมันจะเริ่มทำรังในช่วงเดือนมีนาและจะวางไข่ในช่วงปลายปีเดดือนพฤศจิกา-ธันว่านั่นเองค่ะ

พวกมันจะวางไข่โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ฟอง วางไว้บนขี้เถ้าหรือในโพรงทรายนั่นเองค่ะหลังจากนั้นก็จะฟักไข่ต่อประมาณ 40 วันและฟังออกมาเป็นตัวนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก African Bullfrog

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

กบบูลฟร็อกแอฟริกัน

กบบูลฟร็อกแอฟริกัน เป็บกบที่รู้จักกันอีกชื่อนั่นก็คือกบนางฟ้าค่ะ แอดก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่ามันเหมือนนางฟ้าตรงไหนเอาเป็นว่าเราไปศึกษาจากบทความข้างล่างๆพร้อมๆกันแล้วกันนะคะ

 กบบูลฟร็อกแอฟริกัน (African Bullfrog)

กบบูลฟร็อกแอฟริกัน

เจ้ากบชนิดนี้เป็นกบที่มีนิสัยกินจุหรือกินแบบตระกละนั่นแหละค่ะ พวกมันมักจะชอบกินหนูตัวเล็กและพวกแมลง สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดหรือแม้แต่กระทั่งนกก็กินค่ะ

พวกมันเป็นกบืั้กินเนื้อและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสายพันธุ์อื่นๆด้วยนะคะ พวกมันเคยถูกค้นพบว่าเคยกินงูริงคาลส์ตัวเล็กเข้าไปถึง 17 ตัวเลยค่ะ พวกมันมักจะส่งเสียงดังอยู่เสมอเหมือนเสียงคำรามเลยค่ะ

ถิ่นกำเนิดของมันจริงๆอยู่ที่ คองโกและพบได้ทั่วไปในแถบนั้น พวกมันมักจะสืบพันธุ์ในช่วงฤดูฝนเหมือนกับกบทั่วไปนั่นแหละค่ะ พวกมันมักชอบผสมกันในแหล่งน้ำตื้นๆ และวางไข่ใกล้ๆขอบสระ ก่อนจะผสมเจ้ากบตัวผู้จะร้องเรียกเสียงดังเป็นเสียงต่ำๆ

เหล่าตัวผู้จะมารวมตัวกันในพื้นที่เล็กๆแล้วช่วยกันโห่ร้องเรียกหาตัวเมียนั่นเองค่ะ แต่ตัวผู้ที่มีตัวใหญ่ก็จะได้ส่วนศูนย์กลางที่ดีที่สุดไปนั่นเองค่ะ บ่อยครั้งที่พวกมันมักจะต่อสู้กันเพื่อนแย่งพื้นที่ที่ดีที่สุดจนบางครั้งอาจจะได้รับบาดเจ็บหรือแม้กระทั่งตายไปเลยก็มีค่ะ

กบบูลฟร็อกแอฟริกัน

หลังจากที่พวกมันแย่งที่กันแล้วพอตัวเมียเห็นตัวผู้ที่แข็งแรงฏจะค่อยๆว่ายน้ำเข้าไปหาตัวผู้นั่นเองค่ะพอผสมกันเสร็จตัวเมียก็จะเริ่มวางไข่ครั้งนึงประมาณ 3 พัน – 4พันฟอง พวกมันจะฟักออกจากไข่หลังจากวางไข่ประมาณ 2 วันค่ะ

แต่ระหว่างนั้นก็เป็นระยะอันตรายมากๆเลยนะคะกว่าจะมีชีวิตรอดจนเติบโตมาเป็นกบตัวใหญ่เพราะกว่าที่มันจะโตจะต้องเจอปลาเล็กปลาน้อยเข้ามากินไข่พวกมันเป็นอาหาร พ่อกับแม่ของมันก็จะคอยดูแลลูกๆจนกว่าพวกมันจะโต

กบบูลฟร็อกแอฟริกัน

เนื่องจากพวกพ่อแม่มันมีพฤติกรรมที่ป้องกันตัวเองและลูกๆตลอดเวลาคนเลยมักจะคิดว่ามันดุเพราะมันมักจะกระโจนตัวออกไปกัดศัตรูซึ่งมีให้เห็นอยู่บ่อยๆเลยค่ะ

เนื่องจากหน้าตาของพวกมันออกจะแปลกๆซะหน่อยจึงทำให้คนนิยมเลี้ยงพวกมันและนิยมเลี้ยงในหลายประเทศทั่วโลกเลยนะคะ แต่การเลี้ยงพวกมันในกรงนั้นอาจจะไม่ได้ทำให้มันอายุยืนเท่ากับอยู่แบบธรรมชาติ โดยปกติแล้วมันอายุยืนถึง 35 ปีเลยค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Adelie Penguin

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เพนกวินอาเดลี

            เพนกวินอาเดลี พวกมันอาศัยอยู่ทวีปแอนตาร์กติก ซึ่งทันเป็นสายพันธุ์ที่กระจายอยู่ทั่วไปมากที่สุดซึ่งคนที่พบเจอมันเป็นคนแรกชื่อ อาเดลี พวกมันจึงได้ชื่อนี้นั่นเองค่ะ

            เพนกวินอาเดลี (Adelie Penguin)

เพนกวินอาเดลี

พวกมันเป็นสัตว์ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ส่วนสูงของมันจะอยู่ที่ 46 – 71 เซนเท่านั้นค่ะ น้ำหนักเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 6 กก.และหสงของมันจะยาวมากกว่าเพนกวินชนิดอื่นๆเล็กน้อย ภาพจำของเราเวลาเห็นมันก็จะเหมือนกับมันกำลังใส่ทักซิโด้อยู่นั่นเองค่ะ เพราะขนตรงช่วงท้องจะเป็นสีขาวและข้างๆจะเป็นสีดำนั่นเองค่ะ

พวกมันมักจะชอบว่ายน้ำเอามากๆ พวกมันสามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 5ไมล์/ชั่วโมงเลยนะคะ ส่วนอาหารของพวกมันก็จะเปบี่ยนไปเรื่อยๆตามฤดูกาลค่ะ ของโปรดของมันก็คือแมงกระพรุนและพวกสัตว์น้ำตัวเล็กตัวน้อยนั่นอหละค่ะ

แต่พวกมันก็ไม่ได้อยู่บนห่วงโซ่อาหารสูงสุดนะคะเพราะมมันมักจะถูกจับไปเป็นอาหารของแมวน้ำเสือดาวอยู่เสมอ โดยฉะเพาะถ้ามันยังโตไม่เต็มวัยยังตัวเล็กอยู่ก็มักจะถูกพวกนกนางแอ่นยักษ์และปลาวาฬเพนชฆาตล่าไปเป็นอาหารอยู่ตลอด

มีคนเคยเข้าไปเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกมันแล้วพบว่าพวกมันมีนิสัยเหมือนกับเด็กๆ และดูเหมือนแนวโน้มของมันจะชอบเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อีกด้วยค่ะ

เพนกวินอาเดลี

ฤดูสืบพันธุ์ของมันจะอยู่ในช่วงเดือนตุลา-พฤศจิกายน หลังจากพวกมันผสมเสร็จก็จะพากันอพยพในช่วงฤดูหนาวของแอนตาร์กติกเพื่อไปวางไข่ในเดือนธันวาคมนั่นเองค่ะ พ่อกับแม่ของมันจะผลัดกันฟักไข่ค่ะ ถ้าตัวนึงออกไปหาอาหารอีกตัวนึงก็จะเขามากกไข่ ตัวที่กำลังฟักมักจะไม่กินและไม่เข้าห้องน้ำเลยด้วยนะคะ

แต่จะออกไปถ่ายหลังจากออกไปนอกรังนั่นเองค่ะ พอถึงช่วงเดือนมีนาเด็กๆก็จะเริ่มโตและเดินได้ พ่อแม่ของมันก็จะพาเด็กๆกับคืนสู่ทะเล พวกมันมักจะชอบพาลูกๆของมันไปอยู่ใกล้กับทะเลน้ำแข็ง แต่เพราะในยุคนี้น้ำแข็งละลายไปเยอะจากภาวะโลกร้อน

จึงทำให้พวกมันมีจำนวนลดลงถึง 65%เลยค่ะเฉลี่ยจาก 25ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกๆเลยนะคะ ถ้าเทียบกับจำนวนของมันในสมัยก่อน

พวกมันถึงแม้จะชอบอยู่เป็นฝูงแต่ก็เข้าสังคมไม่เก่งเท่าไหร่แอดจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะคะ เช่นเมื่อถึงเวลาผสมรอบใหม่พวกมันก็มักจะไปผสมกับตัวผู้ตัวใหม่โดยบางครั้งทำให้ตัวเมียตายเลยก็มีค่ะเพราะเคยมีคนวิจัยออกมาว่าเวลาที่พวกมันผสมกันนั้น

เพนกวินอาเดลี

กิจกรรมทางเพศของมันนั้นเร้าอารมณ์จนดูเหมือนสิ่งปกติเพราะมันดูรุนแรงเอามากๆ ตัวเมียจะปล่อยโครฟีเลียเหมือนการบีบบังคับการร่วมเพศหรือพูดง่ายๆก็เหมือนการล่วงละเมิดทางเพศนั่นแหละค่ะบทวิจัยนี้ถูกวิจัยโดย วิลเลี่ยมและเดวิด อินลี่ย์นั่นเองค่ะ

พวกมันมักจะชอบย้านถิ่นฐานในทะเลรอสส์โดยการย้ายในแต่ละครั้งเฉลี่ยแล้วมีระยะทางถึง 13000 กม.เลยค่ะ พวกมันมักจะเดินทางตามดวงอาทิตย์เพื่อสร้างอนาเขตในการสืบพันธุ์นั่นเองค่ะและเมื่อฤดูหนาววนกลับมาอีกครั้งพวกมันก็จะเดินทางกลับไปนั่นเองค่ะ

ตราบใดที่พวกมันยังอาศัยอยู่ใกล้กับขอบน้ำแข็งพวกมันก็จะเห็นแสงแดดนั่นเองค่ะ เมื่อพวกน้ำแข็งละลายในช่วงฤดูใบไม้ผลิพวกมันก็จะอดทนอยู่จนกว่าฤดูร้อนจัดจะหมดไปนั่นเองค่ะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Australian Shepherd

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ออสเตรเลียนเชเพิร์ด

            ออสเตรเลียนเชเพิร์ด เป็นหมาที่กำลังนิยมเป็นอย่างมากในอเมริกาซึ่งมันถูกนำเข้ามาจากแคลิฟอเนีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เช่นเดียวกับเจ้าคอลลี่ที่แอดเคยพูดถึงไปค่ะแต่ไม่ใช่พันธุ์เดียวกันนะคะ

ออสเตรเลียนเชเพิร์ด (Australian Shepherd)

ออสเตรเลียนเชเพิร์ด

ในปีศตวรรษที่29 มันจัดว่าเป็นหมาที่เลี้ยงไว้สำหรับต้อน ไม่ใช่ต้อนรับนะคะหมายถึงต้อนแกะค่ะ ซึ่งมันมีบรรพบุรุษเป็นเจ้าหมาคอลลี่นั่นแหละค่ะแต่ถูกพัฒนาจนสายเลือดคงที่และออกมาเป็นหมาพันธุ์นี้นั่นเอง

ในสหรัฐเป็นที่นิยมมากถึงขนาดคนเปิดฟาร์มเลี้ยงมันเพื่อส่งออกและขายเป็นธุรกิจกันเลยนะคะ เพราะมันได้รับการยอมรอบจาก แคนเนลคลับให้เป็นสุนัขที่มีความนิยมที่สุดในอเมริกาเป็นอันดับที่ 15 เลยค่ะ

ในสมัยก่อนพวกมันถูกใช้งานอย่างหนักจนศตวรรษที่20 ได้มีนักแสดงชื่อดังอย่าง เจ ลิสเตอร์ ได้รับเจ้าหมาพันธุ์นี้มาเลี้ยงจึงทำให้มันกลายเป็นหมาที่นิยมเลี้ยงขึ้นมานั่นเองค่ะ

และเมื่อไม่นานมานนี้ได้สโมสรเกี่ยวกับ ออสเตเลียนเชเพิร์ด คลับ ของอเมริกาขึ้นเพื่อนรองรับหมาพันธุ์แบบไม่เป็นลูกผสมพร้อมกับออกใบเพ็ดดีกรีให้นั่นเองค่ะ ก็คล้ายๆคลับของคนรักหมาทำนองนั้น

เรามาพูดถึงลักษณะของมันกันบ้างดีกว่าค่ะ เจ้าหมานี้เป็นหมาขนาดกลางค่ะ มันจะมีความสูงเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 23 นิ้วและหนักไม่เกิน 30 กก. แต่ตามาตราฐานของมันเพื่อนที่จะส่งประกวดจะมีส่วนสูงไม่เกิน 21 นิ้วนะคะไม่งั้นก็จัดเป็นหมาตกเกณฑ์ไปค่ะ

ออสเตรเลียนเชเพิร์ด

พวกมันเป็นหมาที่อยู่อากาศหนาวนั่นจึงทำให้มันมีขนหนาถึงสองชั้นเลยค่ะซึ่งหมาไทยบ้านเรานั้นจะมีคนเตียนๆเพียงแค่ชั้นเดียวเท่านั้น และจุดเด่นของมันนั่นก็คือสีของขนนั่นเองค่ะ

ขนของพวกมันนั้นจะมีลวดลายสวยงามและมีสีที่หลากหลายสีที่แพงส่วยใหญ่ก็คือสีเมิร์ลนั่นเองค่ะ ส่วนใหญ่แล้วจะหายากจึงทำให้ราคามันสูงอีกด้วย

เนื่องจากสีนี้มันมีราคาสูงพวกคนทำฟาร์มก็มักจะตั้งใจบีทออกมาให้ได้สีนี้ แต่ความจริงแล้วมันคือยีนด้อยของหมาค่ะซึ่งมันทำให้ออกมาแปลก สีจะออกด่างๆหรืออาจะมีตาสีฟ้าหรือตาสีฟ้าเพียงข้างเดียว ร้ายแรงที่สุดก็อาจจะทำให้มันอ่อนแอและไม่แข็งแรงเท่าหมาทั่วไปนั่นเองค่ะ

การที่เราจะทำสีเมิร์ลนั้นเกิดขึ้นเมื่อพ่อกับแม่หมาอาจจะมียีนเด่นทั้งคู่แต่ก็มีโอกาสเพียง 25%เท่านั้นที่ลูกจะออกมาเป็นเหมือนพ่อแม่ ส่วนใหญ่แล้วที่ออกมาไม่สมบูรณ์อาจมีปัญหาทางการได้ยิน หรือแม้กระทั่งตาบอด ซึ่งอันตรายมากๆเลยค่ะ

ออสเตรเลียนเชเพิร์ด

แต่หลายๆฟาร์มก็ยังพยายามบีทออกมา ไม่ได้มีแต่เพียงหมาสายพันธุ์นี้นะคะ สายพันธุ์อื่นๆมากมายก็มีสีนี้เหมือนกันค่ะ เช่นหมาเฟรนบูลด็อกก็มีสีนี้เช่นกัยค่ะ

เจ้าหมาพันธุ์นี้มีนิสัยที่รรักการเรียนรู้และชอบทำกิจกรรมมากๆค่ะ ส่วนใหญ่เมื่อมีการจัดการแข่งขันเกิดขึ้นคนที่ออสก็มักจะส่งเจ้าหมาไปกวาดรางวัลเรียบเลยค่ะ เพราะมันทั้งวิ่งเร็วและยังกระโดสูงมีนิสัยรักการเป็นมิตรและรักครอบครัวอีกด้วย

ส่วนโรคที่มักพบบ่อยๆก็คือปัญหาเกี่ยวกับตาของมันนั่นเองค่ะ พวกมันมักจะมีปัญหาตาแดงอยู่บ่อยๆ เยื่อบุตาอักเสบ และเป็นต้อกระจกนั่นเองค่ะปัญหาผิวหนังก็จะพบได้ทั่วไปขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เพราะฉะนั้นใครที่กำลังอยากเลี้ยงต้องดูแลเอาใจใส่มันหน่อยนะคะ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

สัตว์บก คลิก Australian Kelpie Dog

โดย จีคลับ

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *